ข่าว

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมฯ เกาะติด ฝนตกหนัก ระลอกใหม่ ช่วง 11-14 ต.ค. 69

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมฯ เกาะติด ฝนตกหนัก ระลอกใหม่ ช่วง 11-14 ต.ค. 69

02 ต.ค. 2569

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมฯ เกาะติดสถานการณ์ ฝนตกหนักระลอกใหม่ เผย 11-14 ต.ค. 69 อาจมีฝนตกแช่ เช็กถนนในกรุงเทพฯ ที่ยังมีน้ำท่วมสูง

2 ต.ค. 2569 ที่ ทำเนียบรัฐบาล ในการแถลงศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) โดย น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมว่าให้จังหวัดที่ประสบภัย ให้ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ และทรัพยากรที่จำเป็นให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับจังหวัดหรือพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้เรื่องสำรวจและประเมินความเสียหาย ให้ครอบคลุมทุกด้าน และเรื่องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
 

ส่วนสภาพอากาศ ในวันที่ 5-7 ต.ค. จะมีผลมากขึ้น ไล่มาตั้งแต่ภาคอีสานจนถึงภาคตะวันตก และในช่วง 11-14 ต.ค. จะมีฝนตกหนักหรือตกแช่ ในภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา ปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 100 มิลลิเมตร จากนั้นจะเลื่อนไปทางตอนใต้ 
 

ด้าน นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา ชี้แจงว่า ช่วงนี้มีความกดอากาศสูงลงมา ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. จะมีฝนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และไล่ลงมาทางทิศตะวันตกส่วนกรุงเทพมหานคร จะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 5 ต.ค. ส่วนวันที่ 6-7 ต.ค. ก็จะเคลื่อนตัวไปยังฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี หลังจากนั้นจะดีขึ้นแต่จะมีบ้างในภาคเหนือ และในวันที่ 11 ต.ค. จับตาเฝ้าระวัง เพราะมีแนวร่องความกดอากาศต่ำ ในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ซึ่งทางภาครัฐได้เตรียมรับมืออย่างใกล้ชิด

นางสาวลลิดา ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยาน้ำขาเข้ามีแนวโน้มลดลง และท้ายเขื่อนมีการระบายน้ำ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และให้ชาวจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ระมัดระวัง เพราะขณะนี้ปริมาณน้ำยังทรงตัว ผลกระทบปัจจุบันจะอยู่ที่จังหวัดอยุธยา อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล ผลกระทบยังคงที่ ส่วนของนนทบุรี ปทุมธานีสถานการณ์ยังคงที่ และยังมีผลกระทบกับพื้นที่ริมตลิ่ง ส่วนกทม.แนวคันกั้นน้ำ ไม่มีผลกระทบ ระดับปัจจุบัน จุดน้ำยังอยู่ที่จุดต่ำสุด 2 คันกั้นน้ำประมาณ 90 เซนติเมตร และนอกแนวคันกั้นน้ำได้มีการเสริมกระจอกตายในแนวฟันหลอไว้ และทำสะพานไม้เพื่อให้ประชาชนได้สัญจรได้สะดวก ส่วนเคหะคลองจั่นที่เป็นวิกฤตขณะนี้แห้งแล้ว ขณะที่เคหะร่มเกล้าน้ำเริ่มลดแล้วและจะลดเพิ่มอีก 30 เซนติเมตร ซึ่งสามารถสัญจรได้บ้างแล้ว


ด้าน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำเจ้าพระยา ที่หลายคนยังกังวลเรื่องของน้ำเหนือ ในเขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำยังอยู่ที่ 70% เขื่อนสิริกิต ปริมาณน้ำอยู่ที่ 80% เขื่อนแควน้อยปริมาณน้ำยังอยู่ที่ 70 - 80% มีเพียงแค่เขื่อนป่าสักฯ ที่มีความจุเกิน100%แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรณีนี้ไม่เหมือนปี 54 และในส่วนของแม่น้ำปิงมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมฯ เกาะติด ฝนตกหนัก ระลอกใหม่ ช่วง 11-14 ต.ค. 69

โดยสรุปคือน้ำเหนือลดลง น้ำที่สะแกกรังก็ลงลด ทำให้น้ำเหนือที่จะลงมาเขื่อนเจ้าพระยา มีการระบายคงที่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งสามารถโครงการระบายเหล่านี้ไว้ได้อีก 5-6 วัน และปริมาณน้ำเหนือก็จะดีขึ้นเพื่อรองรับผลที่กำลังจะตกใหม่ ในช่วงวันที่ 11-13 ต.ค. ส่วนของเขื่อนป่าสักฯ ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุนั้น มีการระบายน้ำที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งน้ำก้อนนี้จะอยู่ในลำน้ำของเขื่อนป่าสัก ซึ่งจะอยู่ในจังหวัดสระบุรี และไม่ได้มีผลกระทบต่อลำน้ำ ซึ่งจะไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำจากส่วนนี้จะไหลไปที่บางปะอิน บางไทร น้ำเข้ามาที่ปทุมธานี นนทบุรี ประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
 

ขณะที่น้ำจะวิ่งไปอีกทางคือ สุพรรณบุรี อยุธยา อำเภอ ผักไห่ ดังนั้น สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา ในเรื่องของน้ำเหนือที่ทุกคนกลัว ไม่มีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมีแต่แนวโน้ม ที่จะลดลง ทั้งนี้ ก็ต้องดูปริมาณน้ำฝนที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 11-13 ต.ค. ด้วย ซึ่งถ้าหากเราสามารถระบายได้อย่างต่อเนื่องคือ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็จะสามารถมีที่ว่าง เหนือเขื่อนที่เพียงพอและไม่กระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่อาจจะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ คือจังหวัดอยุธยา 8 อำเภอ ซึ่งเป็นจุดที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ 

 

ซึ่งเรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยาได้จัดกำลังทหาร เข้าไปดูแลอพยพประชาชนแล้ว ขณะที่แม่น้ำท่าจีนก็มีปริมาณน้ำค่อนข้างเยอะเรา ต้องรักษาการระบายน้ำที่จะเข้าแม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนมากนัก ซึ่งหากฝนตกที่จังหวัดกาญจนบุรีน้ำเหล่านั้นก็จะลงมาที่แม่น้ำท่าจีนด้วย ส่วนพื้นที่กทม.มีขีดความสามารถในการระบายน้ำ ฝั่งเจ้าพระยาที่สามารถสรุปได้ประมาณ 70 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่การระบายไปฝั่งตะวันออกจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก หรือสมุทรปราการ จะเป็นการระบายแนวดิ่งซึ่งจะไปได้ไม่มาก ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กองทัพบก และกระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือในการสูบเร่งไปยังจุดที่เราสามารถระบายน้ำได้ดี
 

นายไพฑูรย์ กล่าวย้ำว่า น้ำเหนือให้คลายความกังวลได้แต่ต้องติดตามสถานการณ์ อย่างต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาจจะมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบ้าง แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือประชาชน อย่างเต็มที่ในจุดดังกล่าวแล้ว ส่วนของลุ่มน้ำบางปะกงเมื่อวานนี้มีระดับน้ำเกินจุดสูงสุด สูงกว่าระดับปี 56 เป็นสถิติใหม่ 11 เซนติเมตร ซึ่งการระบายน้ำจากลุ่มน้ำบางปะกง มีการระบายจากเขื่อนขุนด่านฯ ที่เราสามารถควบคุมการระบายได้และกรมชลประทานเอง ก็มีการระบายอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อน ให้มีช่องว่างเพียงพอ
 

ในกรณีวันที่ 11 - 13 ต.ค. ที่จะมีฝนตกจะต้องไม่ระบายเยอะ เพราะประชาชน จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี จะได้รับผลกระทบ ซึ่งมีบางอำเภอของจังหวัดเหล่านี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง ขณะนี้ ทางกองทัพได้มีการจัดสรรเครื่องผลักดันน้ำ ในแม่น้ำบางปะกงเพื่อที่จะช่วย จากสถานการณ์เรามีความพยายามที่จะลดปริมาณน้ำจากเขื่อน และในส่วนปลายน้ำของแม่น้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทราก็ต้องเร่งผลักดันน้ำเช่นกัน และในจังหวัดภาคตะวันออกทั้งระยองตราด และจันทบุรีก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาในวันที่ 11-13 ตุลาคมนี้ด้วย 
 

ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณ์ ยังมีช่องว่างอยู่ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการระบายน้ำอยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งในเขื่อนวชิราลงกรณ์มี อัตราการเข้าของน้ำและการระบายออกของน้ำจะเท่ากัน เลยจะเร่งการระบายน้ำเพื่อรอ รับน้ำฝนตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม และเขื่อนศรีนครินทร์ ก็มีช่องว่างอยู่เกือบ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่จะสามารถรองรับผลที่จะตกลงมาได้ ขณะที่เขื่อนแม่กลองที่เป็นด้านท้ายของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ ระบายน้ำอยู่ที่ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดว่าใน 1 สัปดาห์จะกลับไปที่ต่ำกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร
 

ซึ่งในโซนของอำเภอเมือง อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภออัมพวา อำเภอบางคนที จังหวัดราชบุรี น้ำจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่วนที่เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำไหลเข้า 12-13 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเราระบายได้ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพราะฉะนั้นอัตราการระบายที่เขื่อนแก่งกระจานยังสามารถบริหารจัดการได้ และจังหวัดเพชรบุรีอย่างปลอดภัยจากปริมาณน้ำอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องเร่งระบายน้ำอยู่ต่อเนื่อง นายไพฑูรย์ ยืนยันว่าปริมาณน้ำเหนือที่จะเข้ามายังกรุงเทพฯปทุมธานีนนทบุรีและสมุทรปราการยังคงปลอดภัย อาจจะมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 
 

ด้าน นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่าเส้นทางที่ยังมีน้ำท่วมสูงในกรุงเทพฯ คือถนนพหลโยธิน รอยต่อกทม. พหลโยธิน 541 ,ถนนสุวินทวงศ์ แยกตัดถนน รามคำแหงคลองโตนด ,ถนนกรุงเทพกรีฑาซอย 9 ถึง 25 และ 41 ถึง 55 ถนนหลวงแพ่งตลอดทั้งสาย, ถนนฉลองกรุง ตลอดทั้งสาย, ถนนเจ้าคุณทหาร ตั้งแต่ตัดร่มเกล้า ถึงแยกเจ้าคุณทหาร ส่วนชุมชนที่ยังวิกฤตอยู่ ได้แก่ ชุมชนลาดกระบัง ที่แม้ปริมาณน้ำลดลงแต่ยังมีปัญหาในเรื่องของการสัญจร ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เร่งสูบน้ำระบายเต็มที่ ส่วนมีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูงและสายไหม ยังต้องเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยน้ำในพื้นที่นี้มีแนวโน้มจะสูงขึ้นด้วย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งต้องเร่งสูบน้ำและผลักดันน้ำเพิ่มเติม คาดว่าจะระบายได้ภายใน 2 วัน 
 

สำหรับการยื่นขอเงินเยียวยาผ่าน แอปฯ ทางรัฐ ข้อมูลที่ประชาชนต้องเตรียมคือบัตรประชาชน ของผู้เอาประกันหรือผู้แจ้ง ภาพถ่ายความเสียหาย หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือที่อยู่อาศัย และบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชน ซึ่งคนที่อยู่ในพื้นที่กทม. จะต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์อีกครั้งหนึ่ง 

 

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมฯ เกาะติด ฝนตกหนัก ระลอกใหม่ ช่วง 11-14 ต.ค. 69


นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบาย กทม. กล่าวว่า กทม. พยายามเร่งรัดขั้นตอนการเยียวยาโดยให้ลงทะเบียนผ่านแอพทางรัฐ และ แอพ ของกรุงเทพฯเอง หรือสามารถมาลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขตของกรุงเทพทั้ง 50 เขต โดยการช่วยเหลือจะเป็นในเรื่องของค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าที่พักพิงชั่วคราวค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ค่ารักษาพยาบาลค่าจัดการสดและค่าครองชีพเบื้องต้น ซึ่งหลังจากที่ลงทะเบียนในส่วนของค่าซ่อมแซมบ้าน จะมีวิศวะอาสาลงสำรวจต่อไป 
 

ส่วนในวันที่ 11-14 ตุลาคม ที่มีปริมาณน้ำฝนตกลงมาเพิ่มขึ้นกทม. ได้มีการเตรียมแผนรับมือ โดยมีศูนย์บรรเทาสาธารณภัยระดับเขต ทุกสำนักงานเขต เพื่อทบทวนแผนเผชิญเหตุและพร้อมปฏิบัติการ ช่วยเหลือฟื้นฟู และในเรื่องของเซลล์บอร์ดแคชที่จะต้องมีการแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุ การเตรียมความพร้อมอพยพ คนสัตว์สิ่งของ และการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง การอัปเดทข้อมูลศูนย์พักพิงในพื้นที่ และการประสานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง รวมถึงมีจุดบริการทางการแพทย์และจุดบริการทหารและถุงยังชีพอย่างทั่วถึง ขณะที่การประชุมเวิลด์แบงก์ กทม.ได้มีแผนเผชิญเหตุ และจะเจาะจงไป ในพื้นที่ที่มีการจัดงานศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือเขตคลองเตยเป็นต้น
 

ทั้งนี้ ในส่วนกทม.โซนตะวันออก จะเร่งระบายน้ำคลองหนึ่ง คลองสอง มาลงในคลองประเวศ โดยเน้นติดตั้งท่อซิ่งเพิ่มเติม เพื่อช่วยประชาชนในพื้นที่ได้ดี ผู้บริหารประเมินไว้ว่าจะลดปริมาณน้ำในจุดที่ท่วมขังให้เสร็จภายใน 7 วัน ซึ่งถ้าหากมีทรัพยากร จากการสูบระบายเข้ามาเติมทางกทม. ก็จะมีการวางแผนเพื่อบริหารจัดการเร็วขึ้น


ส่วนศูนย์บริการสาธารณสุขขณะนี้ ประชาชนสามารถเข้าไปขอรับการช่วยเหลือได้ที่เขตได้ทั้ง 50 เขต ด้านนางสาว ลลิดา กล่าวสุดท้ายว่ารัฐบาลเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนทุกคน ใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด