
ศาลพิพากษา ประหารชีวิต "แอม ไซยาไนด์" คดีวางยา ล้างหนี้เงินกู้
ศาลอาญา ตัดสินประหารชีวิต "แอม ไซยาไนด์" คดีวางยา "จุ๋ม จันทรรัตน์" ล้างหนี้เงินกู้ ด้าน ทนาย ระบุ แอมไม่เห็นด้วย กับคำพิพากษา
22 ก.ย. 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.856/2568 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ "แอม ไซยาไนด์" อายุ 39 ปี เป็นจำเลย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย
กรณีเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2565 นางจันทรรัตน์ วงศ์ไกรสิน หรือ จุ๋ม เสียชีวิต ขณะอายุ 43 ปี ได้ออกไปพบกับแอม ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใกล้บ้าน ใน จ.เพชรบุรี เมื่อกลับมาถึงบ้าน สามีพบว่าเธอนอนแน่นิ่งไปจึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลชะอำ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้ตายมีความเชื่อมโยงกับแอม ในลักษณะการร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้ โดยได้โอนเงินร่วมทุนให้แอมจำนวน 70,000 บาท และแอมยังได้หยิบยืมเงินส่วนตัวแยกต่างหากอีก 26,800 บาท
ศาลพิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. จำเลยได้สั่งซื้อสารไซยาไนด์ มา 1 กระปุก ต่อมาจำเลยนัดผู้เสียชีวิต วันที่ 15 ส.ค. ให้มาเจอเพื่อคืนเงินที่ได้ร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย และจะนำยาแก้อาการลองโควิด มาให้ที่ปั๊มน้ำมัน ในจังหวัดเพชรบุรี จากนั้นสามีผู้ตายกลับมาพบภรรยานอนหมดสติ ที่บ้านพัก จึงนำตัวส่ง รพ.ชะอำ และนางจันทรรัตน์ เสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์ที่รับตัวนางจันทรรัตน์ ได้มีการเจาะเลือดและพบอาการผิดปกติมีค่ากรดสูงในตับ จากการอักเสบ แต่ไม่พบสาเหตุการอักเสบมาจากที่ใด
โดยพยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ ให้ความเห็นว่า จากอาการของผู้ตาย ทำให้ร่างกายขาดสารออกซิเจน มีผลต่อหัวใจและสมอง ลักษณะอาการเช่นเดียวกับผู้ตายได้ เชื่อว่านางจันทรรัตน์ ได้รับสารพิษไซยาไนด์ จำนวนมาก
นอกจากนี้พยานจากตำรวจได้ตรวจโทรศัพท์ของผู้ตาย และพบแชทการชักชวนลงทุน และหลักฐานการโอนเงินให้จำเลย รวมแล้วกว่า 26,800บาท รวมถึงไฟล์เสียงพูดคุยระหว่างจำเลยและผู้ตายลักษณะนัดกันโดยจำเลยนัดผู้ตายว่า จะนำเงินที่ผู้ตายร่วมลงทุนกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย มาคืนในวันที่ 12 ส.ค. แต่เมื่อเห็นว่าเป็นวันหยุดและมีสามีกับลูกของผู้ตายอยู่ที่บ้าน จึงขอเลื่อนเป็นวันที่ 15 ส.ค. และนัดเจอที่ปั๊มน้ำมัน เพื่อไม่ให้มีพยานรู้เห็น พร้อมจะนำยารักษาลองโควิดมาให้ผู้ตายด้วย
ด้าน พยานที่เป็นหัวหน้างานของผู้ตาย ระบุว่า ผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอดแม้เคยเป็นโควิด แต่ก็ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเพียงแต่ยังมีอาการไอต่อเนื่อง แม้จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นการพบกันระหว่างจำเลยกับผู้ตาย และจำเลยปลอมปนสารพิษไซยาไนด์ให้ผู้ตายอย่างไร เพราะจำเลยย่อมต้องหาหนทางปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้เห็น
ซึ่งเมื่อดูสำนวนการสอบสวนจำเลย รวมถึงแต่พฤติกรรมจากคดีที่ผ่านมามีลักษณะที่จำเลยกระทำคล้ายกันโดยผู้เสียหายจะไปพบกับจำเลยและจำเลยจะนำอาหาร เครื่องดื่ม ยามาให้กับผู้เสียหาย จากนั้นจะมีอาการคล้ายกันจากการโดนปลอมปนไซยาไนด์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ โดยปราศจากข้อสงสัย ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยเป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้
พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และให้จำเลย ชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ5 ต่อปี นับแต่วันที่15 ส.ค. 65 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ด้าน น.ส.ธันย์ชยา เอกสุวรรณรัตน์ หรือ ทนายพัช ระบุว่า ได้พูดคุยแล้ว แอมไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่เป็นโทรศัพท์ แอมก็ให้อุทธรณ์ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีแอมไซยาไนด์ มีคำพิพากษาไปแล้วทั้งหมด 8 คดี ศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต 3 คดี จำคุกตลอดชีวิต 2 คดี และยกฟ้อง 3 คดี จากทั้งหมดที่อัยการได้ยื่นฟ้อง 15 คดี เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 14 คดี และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 1 คดี โดยคดีต่อไปศาลนัดพิพากษาวันที่ 25 พ.ย. 2569 ในความผิดฐานพยายามฆ่า น.ส.กานติมา แพสะอาด



