
จังหวัดน่าน ออกคำสั่ง ห้ามเข้า-ให้ออกจากพื้นที่ รร.บ้านดอยติ้ว อ.ท่าวังผา
จังหวัดน่าน ออกคำสั่ง! ห้ามเข้า-ให้ออกจากพื้นที่ โรงเรียนบ้านดอยติ้ว อ.ท่าวังผา หลังเกิดเหตุดินสไลด์และดินทรุดตัว เป็นแนวแคบกว้างกว่า 100 เมตร
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด ได้ลงนามในคำสั่งจังหวัดน่าน ที่ 19662/2569 เรื่อง "ห้ามเข้าหรือให้ออกจากพื้นที่บริเวณโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน" สืบเนื่องจากเกิดสถานการณ์ดินสไลด์และดินทรุดตัวในพื้นที่ดังกล่าว
จากการตรวจพบความเสียหาย พบว่ามวลดินมีการเคลื่อนตัวเป็นแนวแคบกว้างกว่า 100 เมตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งปลูกสร้างภายในโรงเรียน ได้แก่
- 1. อาคารอนุบาล 2 ชั้น
- 2. โรงอาหาร 80 ที่นั่ง
- 3. อาคารสหกรณ์ร้านค้า
- 4. สระว่ายน้ำ
นอกจากนี้ ยังพบผนังคอนกรีตแตกร้าวและพื้นดินทรุดตัวอย่างชัดเจน ซึ่งหากมีฝนตกหนักหรือมวลดินเคลื่อนตัวเพิ่มเติม อาจก่อให้เกิดอันตราย ต่อนักเรียน บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ และประชาชนในพื้นที่ได้
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 21 วรรคสอง (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 จังหวัดน่านจึงประกาศ ห้ามบุคคลใดเข้า หรือให้ออกจากอาคารและพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว รวมถึงบริเวณโดยรอบ ยกเว้นผู้ได้รับอนุญาตหรือได้รับคำสั่งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องประชาชน
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 "สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 กรมทรัพยากรธรณี" ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์แผ่นดินถล่ม และเสนอแนะแนวทางป้องกัน ณ โรงเรียนบ้านดอยติ้ว ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ร่วมกับ ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน หัวหน้าสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสบขุ่น จังหวัดน่าน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอยติ้ว คณะครู ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านดอยติ้ว พร้อมทั้งคณะที่ปรึกษาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน และผู้เกี่ยวข้องในพื้้นที่
ผลการตรวจสอบ
1. พบร่องรอยแผ่นดินถล่มหลายแห่งภายในบริเวณโรงเรียน พิกัด UTM 47Q 0675751E 2113062N มีระดับความสูง 1,116 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง (ม.รทก.) จากการสอบถามข้อมูลในพื้นที่ พบว่าบริเวณดังกล่าวเริ่มเกิดแผ่นดินถล่มมาแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากเดิมขนาดประมาณ 2 เมตร เป็น 100 เมตร ทั้งยังพบการถล่มต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูฝน รวมถึงพบรอยแตกและรอยแยกในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
2. พบรอยแตกและรอยร้าวบริเวณอาคารเรียน และสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งภายในโรงเรียน ซึ่งสะท้อนถึงการเคลื่อนตัวของมวลดินในบริเวณดังกล่าว
3. สภาพธรณีวิทยาบริเวณพื้นที่เกิดเหตุรองรับด้วยหินทรายแป้ง และหินดินดาน สีน้ำตาลแดง โดยหินมีอัตราการผุพังค่อนข้างสูง ส่งผลให้เกิดชั้นตะกอนดินเหนียวหนาปกคลุมอยู่ด้านบน
4. จากข้อมูลแผนที่พื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มของกรมทรัพยากรธรณี พบว่า บริเวณที่เกิดแผ่นดินผล่มตั้งอยู่ในพื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มระดับปานกลางถึงสูงมาก
สาเหตุการเกิด
- 1. พื้นที่มีความลาดชันสูงและทางน้ำไหลผ่าน-โรงเรียนบ้านดอยติ้วมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน มีลำห้วยและทางน้ำไหลผ่านหลายสาย โดยมีความลาดชันประมาณ 40-60 องศา
- 2. ชั้นดินหนาจากการผุพังของหิน-พื้นที่รองรับด้วยหินตะกอน ประกอบด้วยหินดินดาน และหินทรายแป้ง ซึ่งมีอัตราการผุพังสูง ส่งผลให้เกิดการสะสมของชั้นตะกอนดินเหนียวหนา
- 3. เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงฤดูฝนทำให้ชั้นดินอุ้มน้ำจนมีสภาวะอิ่มตัว ส่งผลให้ลาดดินสูญเสียเสถียรภาพและเกิดการพังถล่มลงมา ส่งผลกระทบต่ออาคารเรียน และสิ่งปลูกสร้างภายในโรงเรียนบ้านดอยติ้ว ตลอดจนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ข้อเสนอแนะของกรมทรัพยากรธรณี ดังนี้
- 1. กำหนดและกั้นเขตพื้นที่อันตรายให้ชัดเจน พร้อมทั้งติดป้ายแจ้งเตือนและควบคุมการเข้าใช้พื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่พบรอยแตก รอยแยก เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลหรือสัตว์เลี้ยงเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว
- 2. ปรับปรุงและจัดทำระบบระบายน้ำบริเวณลาดเขาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยควบคุมทิศทางและปริมาณการไหลของน้ำไม่ให้ไหลลงสู่บริเวณลาดดินโดยตรง เพื่อลดการกัดเซาะและการชะล้างพังทลายของดิน
- 3. พิจารณาอพยพหรือย้ายโรงเรียนไปยังบริเวณที่มีความปลอดภัย เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและความเสียหายต่อทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากบริเวณโรงเรียนเป็นพื้นที่ไหลผ่านของทางน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มได้ง่าย
- 4. แจ้งเตือนนักเรียน บุคลากร ประชาชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์แผ่นดินถล่ม โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือฝนตกต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินถล่ม
- 5. ควรดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสียหายของโครงสร้างอาคารโรงเรียนโดยละเอียด เพื่อประเมินความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยในการใช้งาน



