
กฟน. ออกพันธบัตร 2 พันล. ระดมทุนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ
MEA แถลงออกพันธบัตรสีเขียว 2,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี ดอกเบี้ย 1.84% ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนสายไฟลงดินตอบโจทย์เมืองยั่งยืน
5 ส.ค. 2569 MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง จัดงานแถลงข่าวการออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Green Bond วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี เพื่อระดมทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทาง ESG การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ห้องสัมมนา 3 ชั้น 12A อาคาร B การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ คลองเตย
โดยมีศาสตราจารย์วีรกร อ่องสกุล กรรมการ MEA ให้เกียรติร่วมงาน และนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการ MEA เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ บำรุงวัด รองผู้ว่าการ MEA ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญด้านการเงินและความยั่งยืนเข้าร่วมงาน อาทิ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) บริษัท ดีเอ็นวี (ประเทศไทย) จำกัด (DNV) และธนาคารกรุงศรีอยุธยาในฐานะธนาคารผู้จัดการจัดจำหน่าย
นายสมศักดิ์ บำรุงวัด รองผู้ว่าการ MEA กล่าวถึงการออกพันธบัตรฯ ในครั้งนี้ว่า “เพื่อระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงการระดมทุนทั่วไป แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของเมือง คุณภาพชีวิตของประชาชน และยกระดับระบบไฟฟ้าให้มั่นคง ทันสมัย และรองรับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน”
สำหรับเงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้จะนำไปสนับสนุน 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ลดผลกระทบจากสภาพอากาศและอุบัติเหตุ พร้อมปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองให้เป็นระเบียบ ทันสมัย และแผนงานขยายเขตและปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้า ปี 2566–2570 โดยเฉพาะการเปลี่ยนเครื่องวัดไฟฟ้าในพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง เป็นระบบ Smart Meter เพื่อยกระดับสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานและการให้บริการประชาชน ซึ่งจะเริ่มขายพันธบัตรให้กลุ่มนักลงทุน ผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 สิงหาคม 2569 มีอัตราดอกเบี้ย 1.84 ต่อปี
รองผู้ว่าการ MEA กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Green Bond จะช่วยให้ประชาชนได้รับระบบไฟฟ้าที่มั่นคง เชื่อถือได้ และปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน Smart Meter จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าติดตามข้อมูลการใช้พลังงานได้สะดวก วางแผนการใช้ไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว”
นอกจากนี้ ในงานยังมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “แนวโน้มการระดมทุนด้วย ESG Bond” โดยนางสาวฝนทิพย์ ยุทธเสรี Sustainable Finance Expert จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับทิศทางตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน บทบาทของ ESG Bond ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่
และเนื่องจาก Green Bond แตกต่างจากการระดมทุนทั่วไป เพราะเป็นตราสารหนี้ที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจนว่าต้องนำไปลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง MEA จะบริหารจัดการเงินที่ได้รับภายใต้กรอบการดำเนินงานด้านพันธบัตรสีเขียว หรือ Green Bond Framework พร้อมติดตามและรายงานผลการใช้เงิน รวมถึงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน



