
งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านบาท ไม่ได้หายไปไหน จี้ เปิดหลักฐานย้อนหลัง 7 วัน
ไขข้อข้องใจ! งบบัตรทอง 60,000 ล้านบาท สธ. แจงไม่ได้หายไปไหน พร้อมจี้ให้ สปสช. เปิดหลักฐานย้อนหลัง 7 วัน แถลงความโปร่งใส
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงกรณีการจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 60,000 ล้านบาท ว่า งบประมาณที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับในปี 2568 หากไม่นับเงินเดือนบุคลากร จะมีวงเงินประมาณ 170,000 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีรายรับจากงบส่วนนี้ประมาณ 110,000 ล้านบาท
นายพัฒนา กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณ 60,000 ล้านบาทอยู่ในส่วนใดกระทั่งได้รับคำชี้แจงจากอนุกรรมการด้านการเงินของ สปสช. ว่า งบดังกล่าวไม่ได้หายไป แต่เป็นงบที่อยู่นอกระบบของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท ใช้ผ่านโรงพยาบาลราชวิถีเพื่อจัดซื้อยา ขณะที่อีกประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท จัดสรรให้โรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อาทิ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม และกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลืออีกจำนวนหนึ่งจัดสรรให้คลินิกและหน่วยบริการเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช.
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะตรวจสอบว่าหน่วยบริการต่าง ๆ มีการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานหรือไม่ และหากจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ก็จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นายพัฒนา ระบุว่า โดยรวมแล้ว กระทรวงสาธารณสุขมีงบประมาณผ่านมือประมาณ 120,000 กว่าล้านบาท ผ่านโรงพยาบาลในสังกัด ซึ่งเป็นหน่วยบริการที่ดูแลประชาชนราว 80% ของประเทศ ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกประมาณ 50,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องการให้สามารถอธิบายเส้นทางการใช้เงินภาษีของประชาชนได้อย่างชัดเจนว่า ถูกจัดสรรไปยังหน่วยงานใด และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด พร้อมย้ำว่าสปสช. ต้องเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
สำหรับประเด็นที่หน่วยบริการต่าง ๆ มีอำนาจตามกฎหมายในการรับงบประมาณหรือไม่นั้น นายพัฒนากล่าวว่า ยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ประธานอนุกรรมการด้านการเงินชี้แจงรายละเอียดภายใน7 วัน ทั้งในส่วนของหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ กิจกรรมที่ดำเนินการ การกระจายตัวของงบประมาณรวมถึงเอกสารหลักฐานประกอบ เพื่อยืนยันว่ามีการนำงบประมาณไปใช้ปฏิบัติงานจริง
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังเร่งผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 เพื่อกำหนดมาตรฐานการให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยมาตรฐานดังกล่าวจะนำไปใช้กับหน่วยบริการในสังกัด สปสช. และหน่วยบริการสังกัดอื่น ๆ เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณด้านการดูแลประชาชนเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน
ส่วนกรณีมีข้อสังเกตว่ากระทรวงสาธารณสุขใช้งบประมาณกับกิจกรรมต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีภารกิจครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ติดตามการบริหารงานของโรงพยาบาลในหลายจังหวัด พร้อมผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรมและการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบสาธารณสุข โดยย้ำว่าการใช้งบประมาณเป็นอำนาจของโรงพยาบาลแต่ละแห่งในการบริหารจัดการ ภายใต้หลักการใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน



