ข่าว

รอดคดี! อัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องหญิงไทย ป.ป.ส. เตรียมรับตัวกลับขยายผล ล่าตัวผู้ว่าจ้าง

รอดคดี! อัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องหญิงไทย ป.ป.ส. เตรียมรับตัวกลับขยายผล ล่าตัวผู้ว่าจ้าง

31 ก.ค. 2569

รอดคดี! โฆษกฯ ป.ป.ส. เผย ความคืบหน้าคดีหญิงไทยในญี่ปุ่น อัยการสั่งไม่ฟ้องคดียาเสพติด เตรียมรับตัวกลับไทย พร้อมขยายผลเครือข่าย เตือนสายรับหิ้ว! สินค้าเสี่ยงผิดกฎหมาย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (โฆษกสำนักงาน ป.ป.ส.)  เปิดเผยความคืบหน้ากรณีหญิงไทยถูกควบคุมตัวที่ประเทศญี่ปุ่นจากคดีลักลอบขนยาเสพติดว่า 

 

ล่าสุดพนักงานอัยการญี่ปุ่นมีคำสั่ง ไม่ฟ้องในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ภายหลังพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ายังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อมโยงว่าผู้ถูกควบคุมตัวมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

 

ปัจจุบันผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ระหว่างกระบวนการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น เพื่อดำเนินการผลักดันกลับประเทศไทยตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย สำนักงาน ป.ป.ส. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 (ปส.3) รับตัวเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และขยายผลสืบสวนติดตามผู้ว่าจ้าง ผู้ร่วมขบวนการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

รอดคดี! อัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องหญิงไทย ป.ป.ส. เตรียมรับตัวกลับขยายผล ล่าตัวผู้ว่าจ้าง

โฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. กล่าวว่า แม้ผู้ถูกควบคุมตัวจะไม่ได้ถูกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่กรณีดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่รับจ้างหิ้วสินค้า หรือรับฝากสัมภาระเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากอาจตกเป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และอาจต้องรับผิดตามกฎหมายของประเทศปลายทาง แม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ตาม

 

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงกฎหมายของประเทศไทย โดยการลักลอบนำเข้า–ส่งออกสินค้าโดยหลีกเลี่ยงพิธีการศุลกากร มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาสินค้ารวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของที่ลักลอบนำเข้าหรือส่งออกทั้งหมด

รอดคดี! อัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องหญิงไทย ป.ป.ส. เตรียมรับตัวกลับขยายผล ล่าตัวผู้ว่าจ้าง

โฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ย้ำว่า กรณีดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่รับจ้างหิ้วสินค้า หรือรับฝากสัมภาระเดินทางไปต่างประเทศ โดยขอให้ตรวจสอบที่มาของสิ่งของและตัวตนของผู้ว่าจ้างอย่างรอบคอบ หลีกเลี่ยงการรับฝากสิ่งของจากบุคคลที่ไม่รู้จักหรือไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากอาจตกเป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และแม้ท้ายที่สุดจะไม่ได้ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ยังอาจต้องรับผิดตามกฎหมายอื่นของประเทศปลายทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และภาพลักษณ์ของประเทศไทย

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จะเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินคดีตามกฎหมายไทย กรณีการลักลอบนำสินค้าที่ซุกซ่อนยาเสพติดออกนอกราชอาณาจักร ว่าเข้าข่ายความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ปิดช่องโหว่ของขบวนการค้ายาเสพติด และสร้างมาตรการป้องปรามไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการลำเลียงยาเสพติดไปยังต่างประเทศ