ข่าว

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย

29 ก.ค. 2569

รู้จัก 'อับคาเซีย' ดินแดนที่แยกตัวจากจอร์เจีย กลายเป็นเขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก

จากกรณีข่าว 'ฮลุน โซโล่' ยูทูบเบอร์หนุ่มสายแบกเป้เที่ยวคนเดียวรอบโลก โดยเน้นความประหยัดอยู่-กินง่ายๆ ได้ขาดการติดต่อกับญาติและครอบครัวไปตั้งแต่วันีท่ 13 ก.ค.2569 โดยเบาะแสสุดท้ายที่ครอบครัวทราบ คือชายหนุ่มนั้นได้เดินทางไปประเทศจอร์เจีย 

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย

ทำให้คนไทยที่กำลังท่องเที่ยวและพักอาศัยอยู่ในประเทศจอร์เจียที่ทราบข่าวเป็นห่วงมาก เพราะทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ ได้ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับพี่ชาย ก็ไม่ทราบรายละเอียดในการทำคอนเทนต์ของฮลุน จึงกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่สำหรับคนในพื้นที่รวมถึงหน่วยงานตต่างๆ ที่ช่วยกันตามหา

 

ทั้งนี้ นายสุทิน แซ่อึ้ง คนไทยที่ประกอบธุรกิจทำทัวร์ท่องเที่ยในประเทศจอร์เจีย เป็นตัวแทนคุยกับญาติของฮลุน มีการลงบันทึกประจำวันตามหาคนหาย พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า หาก ฮลุน มีการเดินทางเข้า 'เมืองอับคาเซีย' ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ ที่มีความเสี่ยงสงครามระหว่างจอร์เจียและรัสเซีย จะถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย

เพราะ "อับคาเซีย" (Abkhazia) เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาคอเคซัสและชายฝั่งทะเลดำ ซึ่งโลกส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าดินแดนนี้คือ "ประเทศ" และจัดให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการเดินทาง

 

โดยเมื่อย้อนกลับไปในช่วงการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ระหว่างชาวอับคาซและชาวจอร์เจีย ได้ปะทุขึ้นจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในปี 1992–1993 ผลของสงคราม ทำให้กองกำลังอับคาเซีย (โดยการสนับสนุนจากรัสเซีย) สามารถขับไล่กองทัพจอร์เจียออกไปได้ และประกาศเอกราชฝ่ายเดียวในชื่อ "สาธารณรัฐอับคาเซีย"

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย

แม้จะประกาศตนเป็นประเทศอิสระมานานกว่า 3 ทศวรรษ แต่ในสายตาของสหประชาชาติ (UN) และนานาชาติ 'อับคาเซีย' ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจอร์เจีย โดยถูกจัดสถานะให้เป็น "ดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครอง"

 

ปัจจุบัน มีเพียง 5 ประเทศ ในโลกเท่านั้นที่ยอมรับสถานะประเทศของอับคาเซีย ได้แก่ รัสเซีย, เวเนซุเอลา, นิการากัว, นาอูรู และซีเรีย โดยงบประมาณแผ่นดินและระบบความมั่นคงของอับคาเซียเกือบครึ่งหนึ่ง ขึ้นตรงและพึ่งพาการสนับสนุนจากรัสเซียเป็นหลัก

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย

ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จัดให้ 'อับคาเซีย' อยู่ในระดับ Do Not Travel (ห้ามเดินทาง) ด้วยเหตุผลทางความมั่นคงที่สำคัญ อาทิ

 

  • ไร้ความช่วยเหลือทางกงสุล: เนื่องจากไม่มีการรับรองสถานะ จึง ไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศใดๆ (รวมถึงประเทศไทย) เปิดทำการในอับคาเซีย หากคุณประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วยหนัก ถูกล่อลวง หรือถูกจับกุม รัฐบาลต้นทางจะไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือทางการ диплоมาตได้เลย
  • เสี่ยงคดีอาญาในจอร์เจีย: ตามกฎหมายจอร์เจีย การเดินทางเข้าอับคาเซียผ่านทางชายแดนรัสเซียถือเป็น ความผิดอาญาร้ายแรง หากเดินทางต่อไปเข้าพื้นที่จอร์เจียหลังจากนั้น อาจถูกจับกุมและดำเนินคดีทันที
  • ภัยเงียบหลังสงคราม: แม้สงครามจะจบลงนานแล้ว แต่พื้นที่ชายแดนและชนบทยังคงมี ระเบิดตกค้าง (Landmines) ที่ยังไม่ทำงาน รวมถึงการตรวจคุมเข้มจากกองทัพรัสเซียที่อาจปิดด่านหรือจับกุมผู้ลักลอบข้ามเขตได้ตลอดเวลา

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย

แม้จะอันตราย แต่ในมุมของนักท่องเที่ยวสายลุยบางกลุ่ม 'อับคาเซีย' ดูเหมือน สวรรค์ที่ซ่อนอยู่ ด้วยทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งชายหาดทะเลดำ สถาปัตยกรรมยุคโซเวียตที่ถูกทิ้งร้าง และรีสอร์ตเก่าแก่ที่เคยเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้นำระดับตำนานอย่าง โจเซฟ สตาลิน

 

แต่ในมุมของความมั่นคงสากล อับคาเซียเปรียบเสมือน "พื้นที่สีเทาทางกฎหมาย" แม้จะมีรัฐบาลปกครองอย่างเป็นระบบ มีตำรวจและกฎหมายภายใน แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ไร้การคุ้มครองจากสิทธิมนุษยชนสากล ทำให้การเดินทางเข้าไปยังดินแดนแห่งนี้ เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่นักเดินทางต้องแบกรับผลที่ตามมาด้วยตัวเองทั้งหมด

'อับคาเซีย' หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก เขตปกครองใต้เงามืดรัสเซีย