ข่าว

รัฐบาล เผยข่าวดี นักวิจัยไทย ผลิต "ยาต้านพิษโบทูลินัม" ได้สำเร็จ

รัฐบาล เผยข่าวดี นักวิจัยไทย ผลิต "ยาต้านพิษโบทูลินัม" ได้สำเร็จ

28 ก.ค. 2569

รัฐบาล เผยข่าวดี นักวิจัยไทย ผลิต "ยาต้านพิษโบทูลินัม" จากการบริโภคหน่อไม้อัดปี๊บ ได้สำเร็จ ลดค่ายาจาก 2.5 แสน เหลือ 2.5 หมื่นบาทต่อโดส

28 ก.ค. 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบัน TRCS BOTULINUM ANTITOXIN ซึ่งเป็นยาต้านพิษสารพิษโบทูลินัม จากการบริโภคหน่อไม้อัดปี๊บ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มียา ที่สามารถต้านพิษดังกล่าวได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
 

การผลิตยาต้านพิษโบทูลินัมของประเทศไทยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จำนวนมาก จากเดิมที่ต้องนำเข้าในราคาสูงถึงโดสละประมาณ 250,000 บาท ลดลงเหลือเพียงประมาณ 25,000 บาท หรือลดลงถึง 10 เท่า
 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลสำเร็จจากการประสานงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ได้แก่ สภากาชาดไทย สถานเสาวภา สถาบันชีววัตถ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อนำยาเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ของคนไทยในอนาคต สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง และเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยวิจัย หน่วยนวัตกรรม หน่วยผลิต หน่วยกำกับดูแล และหน่วยที่ให้สิทธิประโยชน์กับประชาชน

ยา TRCS Botulinum Antitoxin ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ ผลิตขึ้นโดยไม่ได้หวังผลกำไร แต่หวังให้เป็นที่พึ่งและสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศชาติ เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตยาสำคัญได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ถึงแม้ว่าความรุนแรงของโรคโบทูลิซึม (Botulism) จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิตจากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและหายใจล้มเหลว 
 

ยาต้านพิษชนิดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉินหรือกรณีการก่อวินาศกรรมทางชีวภาพ การที่ประเทศไทยสามารถผลิตยาต้านพิษได้เอง นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยในประเทศเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางยาของประเทศ ความสำเร็จในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าถึงยารักษาชีวิตได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมแล้ว ยังยกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางยาในระดับภูมิภาค ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป