
รมว.สุชาติ ชูผลงานฟื้นฟูเต่ามะเฟือง-หญ้าทะเลอันดามันสำเร็จเกินคาด
รมว.ทส. ปลื้มผลฟื้นฟูหญ้าทะเลและศูนย์สิรีธาร เต่ามะเฟืองคืนถิ่นวางไข่พุ่ง 6 เท่า เผยหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่งบประมาณ แต่คือ '"พลังชุม"
ข่าวดีสำหรับวงการอนุรักษ์ทะเลไทย เมื่อความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐ ชุมชน และภาคีเครือข่ายนานาชาติภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ผลักดันให้การอนุรักษ์ "เต่ามะเฟือง" เดินหน้าสู่มาตรฐานโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
โดยล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มองหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อติดตามความสำเร็จ
ซึ่งพบว่าประชากรแม่เต่ามะเฟืองที่ขึ้นวางไข่บริเวณชายฝั่งอันดามันเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 6 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเดิมที่เคยบันทึกไว้เพียงปีละ 20 ตัวเท่านั้น ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ฟื้นคืนกลับมา แต่เต่ามะเฟืองยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหารและควบคุมประชากรแมงกะพรุนให้เหมาะสมอีกด้วย
นอกเหนือจากการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองแล้ว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยังประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวตังเข็น จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของพะยูน โดยการนำนวัตกรรมและงานวิจัยมาใช้ร่วมกับการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ทำให้หญ้าทะเลฟื้นตัวขึ้นแล้วกว่าร้อยละ 30 และพร้อมที่จะใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการขยายผลไปสู่พื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ทั่วประเทศ
ควบคู่ไปกับการยกระดับศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธารให้มีความทันสมัยตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสัตว์ทะเลหายากนานาชนิด ทั้งเต่าทะเล พะยูน โลมา และวาฬ จนได้รับรางวัลเลิศรัฐมาเป็นเครื่องการันตีถึประสิทธิภาพการทำงาน
พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จเป็นรูปธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณหรือเทคโนโลยี แต่คือ "พลังของชุมชน" และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันเฝ้าระวังและปกป้องท้องทะเลไทย
"การอนุรักษ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรักษาชีวิตสัตว์ทะเลหายากไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรประมง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเป็นการวางรากฐานทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุดเพื่อส่งมอบเป็นมรดกอันล้ำค่าให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป"



