ข่าว

รมช.คมนาคม ตรวจการแก้ปัญหา น้ำรั่วอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน

รมช.คมนาคม ตรวจการแก้ปัญหา น้ำรั่วอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน

12 ก.ค. 2569

รมช.คมนาคม ตรวจการแก้ปัญหา น้ำรั่วอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ยืนยัน ไม่มีทรุดตัวเพิ่ม ส่วนรอยแตกร้าว ไม่มีการขยายตัวเพิ่ม คาดใช้เวลาซ่อมแซม 1 สัปดาห์

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่มายังจุดที่ก่อสร้างอุโมงค์โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ใกล้วงเวียนใหญ่ เพื่อติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาหลังเกิดน้ำรั่วซึมในอุโมงค์ จนทำให้เกิดการทรุดตัวของพื้นที่ โดยวันนี้เข้าสู่วันที่ 4 ของการดำเนินการแล้ว โดยนายสิริพงศ์ ระบุว่า วันนี้ ได้รับรายงานว่าสถานการณ์ตัวดิน ไม่มีการทรุดตัวเพิ่มแล้ว และบางจุดหลังจากใส่น้ำยาเคมีผสมปูนซีเมนต์ลงไป และเมื่อทำปฏิกิกริยาแล้ว ดินที่ทรุดตัวไปมีการดีดตัวขึ้นมานิดหนึ่ง แต่โดยภาพรวมผิวถนนไม่มีการทรุดตัวเพิ่ม ส่วนตัวอาคารที่เคลื่อนตัวทรุด หลังจากเจ้าหน้าที่ ม.เกษตรฯ ได้นำเครื่องมือเข้ามาติดตั้งระบบเซ็นเซอร์เพื่อมอนิเตอร์การเคลื่อนตัว และสังเกตุพฤติกรรมของตัวอาคารก็พบว่าไม่มีการเอน ไม่มีการทรุดของตัวอาคารเพิ่มแล้ว ถือเป็นสัญญานที่ดี
 

ส่วนกรณีหากมีฝนตกลงมาจะมีผลกระทบหรือไม่ นายสิริพงษ์ ระบุว่า เมื่อวานก็มีฝนตกลงมาอย่างหนักในช่วงเย็น ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร และตอนนี้ในอุโมงค์ ก็ไม่ได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำอย่างมีนัยยะสำคัญ ฌดยตอนนี้หยุดเครื่องสูบน้ำ 20 ชั่วโมงแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะน้ำผิวดินไม่มีผลกระทบ ซึ่งน้ำที่รั่วซึมมาจากน้ำใต้ดิน จึงมองว่า การแก้ไขปัญหามาได้ถูกทาง ทั้งนี้ทีมผู้รับจ้างและทีมวิศวกรก็จะดำเนินการต่อ โดยใช้สารเคมี ผสมปูนเหลว ฉีดลงไปเพื่ออุดช่องโพรงต่างๆ เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่งทางยังต้องทำงานต่อ 
 

ทั้งนี้ ยังได้ดำเนินการการลดปัจจัยความเสี่ยงทุกอย่าง ทั้งน้ำหนักการกดลงคงที่ อย่างสะพานลอย และน้ำหนักเคลื่อนที่ อย่างการปิดถนน ก็ทำให้ช่วยได้เยอะ ซึ่งทีมวิศวกรได้อุดปัจจัยความเสี่ยงหมดแล้ว และมีทีมเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ด้าน นายธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ทีมวิศวกรยังคงติดตามความมั่นคงของโครงสร้างอาคารและผิวถนนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยมีการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของรอยแตกร้าวทุกวัน ควบคู่กับการประเมินความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ก่อสร้าง และล่าสุด ผู้รับจ้างได้รื้อสะพานลอยบริเวณจุดเกิดเหตุแล้วเสร็จ พร้อมจัดระบบตรวจสอบรอยแตกร้าววันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 11.00 น. 18.00 น. และ 22.00 น. โดยให้ความสำคัญกับการตรวจรอบแรกเป็นพิเศษ เพื่อประเมินว่ามีจุดใดเกิดความผิดปกติหรือไม่ 


ซึ่งการตรวจสอบใช้ทั้งเซ็นเซอร์ติดตามการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง ร่วมกับการสำรวจทางอากาศด้วยโดรน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมการขนส่งทางราง เพื่อตรวจสอบการทรุดตัวของพื้นดินอย่างละเอียด ทั้งนี้ผลการตรวจล่าสุด ยังไม่พบรอยแตกร้าวใหม่ ขณะที่รอยแตกร้าวเดิมไม่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งบริเวณผิวถนน แนวข้างถนน และด้านหลังอาคารที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งค่าการตรวจวัดยังอยู่ในระดับคงที่ สะท้อนว่าโครงสร้างยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล 

นายธเนศ กล่าวอีกว่า หลังจากโครงสร้างและอาคารเข้าสู่ภาวะคงตัวแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะมุ่งแก้ไขสาเหตุของปัญหาเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่อุโมงค์ ซึ่งขณะนี้สามารถปิดกั้นน้ำได้แล้ว 100% เพื่อลดแรงดันน้ำใต้ดินและสร้างความปลอดภัยให้กับการปฏิบัติงาน รวมถึงรองรับการเปิดใช้งานในอนาคต พร้อมย้ำว่าการแก้ไขทุกขั้นตอนจะต้องจัดการต้นเหตุและปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดก่อน ส่วนกรอบเวลาการซ่อมแซมนั้น ทีมผู้เชี่ยวชาญจะประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างอย่างรอบด้านก่อน จึงจะสามารถกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจนได้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ 
 

ด้าน นายสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ว่า เพื่อให้เห็นภาพการยุบตัวของพื้นผิวได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม จึงมีการนำเทคนิคไลดาร์ (LiDAR) หรือการใช้เลเซอร์สแกนระยะไกลมาติดตั้งบนโดรน ก่อนนำขึ้นบินเพื่อยิงลำแสงสแกนพื้นผิวทั้งหมด ทั้งตัวอาคารและพื้นถนน โดยจะบินสำรวจทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็น จากนั้นนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง ว่าพื้นที่มีการยุบตัวหรือโก่งตัวเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ก่อนนำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้บนอาคาร ซึ่งใช้ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน เพื่อประเมินว่าข้อมูลทั้งสองส่วนมีความสอดคล้องกันหรือไม่
 

ด้าน นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางรางได้ติดตามสถานการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ โดยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่มีปัญหา พร้อมร่วมวางแผนการทำงานกับทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน และได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้รับจ้างให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เป็นไปตามข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม