
ค้นพบอีกแล้ว! 'อุรคาซอรัส' ไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลก ชนิดที่ 15 ของไทย
ค้นพบอีกแล้ว! ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ค้นพบ 'อุรคาซอรัส' ไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลก ชนิดที่ 15 ของไทย
วารสารระดับโลกอย่าง Scientific Reports ได้ตีพิมพ์งานวิจัย เกี่ยวกับการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย "อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส" (Uragasaurus kalasinensis)
โดย มาเมนชิซอริด (Mamenchisauridae) เป็นกลุ่มของไดโนเสาร์กินพืชคอยาวประเภท 'ยูซอโรพอดรุ่นแรก' (ที่ไม่ใช่กลุ่มนีโอซอโรพอด) ซึ่งพวกมันเคยอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่นและชุกชุมในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในช่วงยุคจูแรสซิกตอนกลางถึงตอนปลาย (ประมาณ 150-160 ล้านปีก่อน) อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางสายพันธุ์รวมถึงการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของพวกมันนอกประเทศจีนนั้น ยังคงมีบันทึกและหลักฐานอยู่น้อยมาก
ในงานวิจัยฉบับนี้ มีการได้อธิบายและรายงานการค้นพบไดโนเสาร์ซอโรพอดคอยาวในกลุ่มมาเมนชิซอริด สกุลและชนิดใหม่ของโลก ซึ่งมีชื่อว่า 'อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส' (Uragasaurus kalasinensis gen. et sp. nov.) โดยฟอสซิลนี้ถูกค้นพบจากชั้นหินหมวดหินภูกระดึงตอนล่าง (ยุคจูแรสซิกตอนปลาย) ณ แหล่งขุดค้นภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ฟอสซิลต้นแบบ (Holotype) ที่ใช้ในการระบุสายพันธุ์นี้ ประกอบด้วยกระดูกสันหลังส่วนลำตัวชิ้นหน้าที่มีสภาพสมบูรณ์และได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี โดยในบริเวณใกล้ๆ กันนั้นยังพบชิ้นส่วนกระดูกอื่นๆ ที่แสดงลักษณะสำคัญเฉพาะตัวของไดโนเสาร์กลุ่มมาเมนชิซอริดด้วย ทั้งนี้ ไดโนเสาร์ 'อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส' ถูกวินิจฉัยและจำแนกได้จากเอกลักษณ์การผสมผสานทางกายวิภาคที่ไม่มีใครเหมือน
ซึ่งรวมถึงการมีช่องโพรงอากาศรูปหยดน้ำขนาดใหญ่เป็นพิเศษ (pneumatic fossa) อยู่ที่ส่วนหน้าของตัวกระดูกสันหลัง และเมื่อนำไปผ่านเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูง (micro-CT imaging) ก็พบโครงสร้างภายในของกระดูกที่มีเนื้อพรุนซับซ้อนคล้ายรวงผึ้ง (camellate structure) นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์สายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ (Phylogenetic analysis) พบว่า 'อุรคาซอรัส' จัดอยู่ในกลุ่มมาเมนชิซอริดสายวิวัฒนาการเริ่มแรก (basal mamenchisaurid) โดยจัดอยู่ในกลุ่มย่อยที่แยกสายออกมาก่อนใครในวงศ์นี้
การค้นพบในครั้งนี้ ถือเป็นรายงานและการตั้งชื่อไดโนเสาร์กลุ่มมาเมนชิซอริดอย่างเป็นทางการเป็น 'ตัวแรกของประเทศไทย' ซึ่งช่วยขยายขอบเขตพื้นที่อยู่อาศัยตามภูมิศาสตร์ของไดโนเสาร์กลุ่มนี้ให้กว้างขวางขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเข้ามาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งไปกว่านั้น การปรากฏตัวของ 'อุรคาซอรัส' ในชั้นหินส่วนล่างของหมวดหินภูกระดึง ยังให้ข้อมูลที่สำคัญยิ่งในการระบุอายุทางชีววิทยา (biochronological data) ซึ่งช่วยสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าชั้นหินในช่วงลำดับนี้อยู่ในยุคจูแรสซิกตอนปลายอย่างแน่นอน และยังช่วยเพิ่มความเข้าใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของกลุ่มประชากรไดโนเสาร์คอยาว ในช่วงรอยต่อระหว่างยุคจูแรสซิกเชื่อมต่อไปยังยุคครีเทเชียสในภูมิภาคนี้อีกด้วย



