
ทบ.ย้ำเหตุระเบิดกัมพูชาไม่ใช่อาวุธจากไทย ลั่นอย่าสร้างกระแส
โฆษก ทบ. ย้ำเหตุระเบิดฝั่งกัมพูชาไม่ใช่อาวุธจากไทย ทหารกัมพูชาเหยียบกับระเบิดเอง ชี้อีกฝ่ายเน้นเกมสื่อสาร ยืนยันยึดกรอบหยุดยิง
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุทหารกัมพูชาเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่ตรงข้ามช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารไทยในพื้นที่ได้ยินเสียงระเบิดซึ่งเกิดขึ้นภายในฝั่งกัมพูชา และมีลักษณะเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ได้เป็นผลจากการใช้อาวุธของฝ่ายไทยแต่อย่างใด
โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชามักสื่อสารหรือส่งหนังสือในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าอาจเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธของฝ่ายไทย แม้จะไม่ได้ระบุยืนยันโดยตรง แต่กองทัพบกได้ชี้แจงทุกครั้งว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ของกัมพูชาเอง ซึ่งเข้าใจว่าอาจเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับกำลังพลที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
พลตรีวินธัย ย้ำว่า นับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 การใช้อาวุธจะต้องเป็นไปตามเหตุผลและความจำเป็นอย่างแท้จริง ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การใช้อาวุธ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดหรืออาวุธรูปแบบใดจากฝ่ายไทย พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์บริเวณห้วยตามาเรียเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมีรายงานเสียงระเบิด 3 ครั้ง โดยกัมพูชาได้ส่งหนังสือสอบถามในลักษณะเดียวกัน แต่กองทัพบกยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย
สำหรับข้อสังเกตว่าการกล่าวอ้างของกัมพูชาขัดแย้งกับพฤติกรรมที่ผ่านมา เนื่องจากไทยยึดแนวทางไม่ใช้กำลังแม้ถูกยั่วยุหลายครั้งนั้น พลตรีวินธัย กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายอาจมีแนวคิดในการสื่อสารแตกต่างกัน แต่ฝ่ายไทยยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก และยังคงปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่มีการใช้อาวุธทั้งทางตรงหรือในลักษณะซ่อนรูป พร้อมย้ำว่าหลักการใช้กำลังจะเกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่อมีภัยคุกคามต่อกำลังพลของฝ่ายตนเองเท่านั้น
ส่วนข้อสงสัยว่าการดำเนินการของกัมพูชาเป็นความพยายามดึงสถานการณ์กลับไปสู่การปะทะหรือไม่นั้น โฆษกกองทัพบก ระบุว่า จากข้อมูลด้านการข่าวในขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณที่น่ากังวล แต่ประเมินว่าเป็นการใช้มิติด้านการสื่อสารมากกว่า โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยอยู่ระหว่างชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว
สำหรับสถานการณ์ตามแนวชายแดน กองทัพบกยังคงปฏิบัติตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก โดยเน้นการเฝ้าระวังและเฝ้าตรวจพื้นที่อย่างเข้มข้น ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคง การปรับปรุงเส้นทางลาดตระเวนและเส้นทางส่งกำลัง รวมถึงสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทยในบางพื้นที่ พร้อมย้ำว่าภารกิจสำคัญที่สุดคือการดูแลความปลอดภัยของประชาชนภายใต้กรอบข้อตกลงหยุดยิง
ทั้งนี้ ยอมรับว่าอาจเกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายในบางพื้นที่ที่มีการปฏิบัติงานระยะประชิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงการกระทบกระทั่งทางวาจา อย่างไรก็ตาม แต่ละพื้นที่มีชุดประสานงานที่สามารถเข้าคลี่คลายสถานการณ์ได้ ทำให้ทุกเหตุการณ์ยุติลงโดยไม่ลุกลามไปสู่การใช้กำลังหรือความรุนแรง



