
ประหารชีวิตสถานเดียว! สรุปคำพิพากษา คดีลอบวางระเบิดราชประสงค์
ประหารชีวิตสถานเดียว! สรุปคำพิพากษา ลงโทษ 2 จำเลย คดีลอบวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2558 ดับ 20 ราย บาดเจ็บ 126 ราย
11 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ 2742/2562 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือบิลาล เติรก์ หรืออาเดม คาราดัก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย
คดีนี้เดิมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 อัยการศาลทหารกรุงเทพ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลทหารกรุงเทพ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ศาลทหารกรุงเทพ มีคำสั่งให้โอนคดีมาพิจารณา ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
คำฟ้องข้อ 1 (ก) เมื่อระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมมีระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด อันเป็นวัตถุระเบิดที่จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมประกอบจัดทำขึ้นเอง และเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้
คำฟ้องข้อ 1 (ข) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันพาวัตถุระเบิตตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) 1 ชุด ไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร
คำฟ้องข้อ 1 (ค) จำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ข) 1 ชุด ไปวางไว้บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทำงาน จึงไม่เกิดระเบิด ทำให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ถึงแก่ความตาย
คำฟ้องข้อ 1 (ง) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) อีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร
คำฟ้องข้อ 1 (จ) ภายหลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) และ (ง) แล้ว จำเลยที่ 2 นำวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คนและได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ
คำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) เมื่อระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม อันเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ และเป็นยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
คำฟ้องข้อ 1 (ฌ) และ (ญ) เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2558 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322, 33, 80, 83, 91, 221,224, 289,358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15, 42 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62, 81 ริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง
และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 530,000 บาท แก่กรุงเทพมหานคร และ 594,417 บาท แก่สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหานคร
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จำนวน 1 ชุด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ) โจทก์มีพยานบุคคล 12 ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำบุคคลใด
โดยพยานโจทก์ปากพันตำรวจเอก น เบิกความยืนยันถึงวิธีการสืบสวนหาตัวคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุ และบริเวณใกล้เคียง พบว่าก่อนเกิดเหตุมีชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลือง นำกระเป๋าเป้ไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้กับศาลท้าวมหาพรหม เมื่อชายดังกล่าวเดินออกไป จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้น เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดวัตถุพยานหมาย วจ.1 ที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฏเหตุการณ์ขณะที่ชายสวมเสื้อสีเหลือง ลงจากรถสามล้อรับจ้าง บริเวณด้านข้างโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เดินมุ่งหน้าไปยังศาลท้าวมหาพรหมและนั่งลงที่ม้านั่ง ปลดและวางกระเป๋าเป้ไว้ที่ม้านั่ง แล้วลุกขึ้นทำท่าทางถ่ายรูป จากนั้นเวลา 18.53 น. ชายดังกล่าวเดินออกไป ไม่มีบุคคลใดมายังที่นั่งดังกล่าวอีก จนเวลา 18.56 น. เกิดเหตุระเบิดขึ้น
จากทางนำสืบของโจทก์ก็ปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุระเบิด ชายสวมเสื้อสีเหลืองได้เดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยมีชายสวมเสื้อสีม่วงไปพบกับชายสวมเสื้อสีเหลืองด้วย และมีการส่งมอบสิ่งของให้ซึ่งกันและกัน ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยพยานโจทก์ปากนาย ฉ ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณชอยเจริญนคร 61 ไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 นาย ส ซึ่งเป็นคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง ไปส่งยังสถานที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลือง คือจำเลยที่ 1 เช่นกัน นาย อ คนขับรถสามล้อรับจ้าง ที่รับชายสวมเสื้อสีม่วงจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีม่วง คือจำเลยที่ 2 และชี้ยืนยันในชั้นพิจารณา
แม้หลังเกิดเหตุระเบิด นาย ก คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลือง จากสถานที่เกิดเหตุไปส่งที่สวนลุมพินี จะไม่ยืนยันว่าเป็นจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อสีเหลืองเป็นเสื้อสีเทาในห้องน้ำ ภายในสวนลุมพินีแล้ว ปรากฏว่าชายสวมเสื้อสีเทาไปปรากฏตัวอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อ (เซเว่นอีเลฟเว่น) ใกล้ชอยสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ในเวลา 21.05 น.
เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามวัตถุพยานหมาย วจ.5 ที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฏภาพจำเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเทาตามที่พยานโจทก์เบิกความจริง และเมื่อมีการตรวจยึดเสื้อสีเทาได้ที่ห้องพักภายในXXX อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ ก็เหมือนกับเสื้อสีเทาที่มีการสวมใส่ในวันเกิดเหตุ และจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดวัตถุพยานหมาย วจ.5 ปรากฎภาพจำเลยที่ 2 สวมเสื้อสีม่วงเดินผ่านกล้องวงจรปิดเช่นกัน และจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสอง ก็ปรากฏว่าในช่วงดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันด้วย
นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านั้นจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพจึงรับฟังได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนที่จำเลยทั้งสองสองนำสืบอ้างฐานที่อยู่และนำสืบว่าถูกบังคับทรมาน อันเป็นการต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยทั้งสองเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนต้องกระทำเช่นนั้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ)
ส่วนความผิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) ที่เหลือ (ข) และ (ค) แม้ศาลจะรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดข้างต้นก็ตาม แต่ความผิดทั้งสามฐานนี้โจทก์มีเพียงพันตำรวจเอก น เบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่พบจำเลยที่ 1 เดินทางด้วยรถแท็กซี่ไปที่ชอยเจริญนคร 61 แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส โดยอ้างภาพจากกล้องวงจรปิดวัตฤพยานหมาย วจ.2 เป็นพยานหลักฐานก็ตาม
แต่ตามวัตฤพยานดังกล่าวไม่ปรากฏภาพขณะที่จำเลยที่ 1 นำสิ่งของที่อ้างว่าเป็นวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือแต่อย่างใด และเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดวัตถุระเบิดจากท่าเรือเป็นของกลางได้ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนนี้มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานปากพลเอก ว พลตำรวตรี ภ และพันตำรวจโท ส เบิกความยืนยันเกี่ยวกับการตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 414 ที่ XXXอพาร์ตเม้นท์ พบสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม จากการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดและเป็นยุทธภัณฑ์ จากทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความนางสาว ว ผู้ดูแลXXXอพาร์ตเม้นท์ ว่าจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 ส่วนห้อง 414 ปิดประตูล็อกไว้ ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เคยมาพักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 และ 414 ด้วย
จากคำเบิกความของพันตำรวจโท ณ ผู้ตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง พบว่าลายนิ้วมือและรอยฝ่ามือแฝงซึ่งเจ้าพนักงานตรวจเก็บจากห้อง 412 และ 414 มีจุดลักษณะพิเศษของลายเส้นตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีพยานโจทก์อีก 3 ปาก เบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ค้นพบในห้องพักดังกล่าวด้วย
ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสอง ก็ยอมรับว่ามีการค้นพบของกลางเหล่านั้นที่ห้องพักจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ)
สำหรับของกลางที่โจทก์นำสืบว่าตรวจยึดได้อีกหลายรายการ จากการตรวจค้นห้องเลขที่ 9106 หอพัก XXX เมื่อไม่ปรากฏของกลาง ส่วนนี้ในคำฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ฌ) และ (ญ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข XXX ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับบุคคลอื่นหลายครั้ง ทั้งก่อนเกิดเหตุมีพยานโจทก์เห็นจำเลยที่ 1 ที่พักอาศัยอยู่ที่XXX อพาร์ตเม้นท์ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็รับว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรตามคำฟ้องของของโจทก์จริง
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 224 วรรคแรก วรรคสอง, 289(4), 289(4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 38, 55, 74, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก)
ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ปรับคนละ 1,000 บาท
ฐานร่วมกันมีวัตถุครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ฉ) ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ช) ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ซ) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี
ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ฌ) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ญ) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด ขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหม และอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตาย 20 คนได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอับอันตรายแก่กาย 126 คน กับทั้งทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้ศาลนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง
เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว และปรับคนละ 1,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 530,000 บาท แก่กรุงเทพมหานคร และ 598,417 บาท แก่สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหานคร
หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบวัตถุระเบิดและ ยุทธภัณฑ์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก



