
ย้อนรอยคดี ระเบิดราชประสงค์ ยืดเยื้อกว่า 10 ปี ศาลนัดอ่านคำพิพากษา 11 มิ.ย. 69
ย้อนรอยคดี วางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ยืดเยื้อกว่า 10 ปี ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดอ่านคำพิพากษา 11 มิ.ย. 69
ในที่สุด "คดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์" เมื่อปี 2558 เดินทางมาถึงวันนัดฟังคำพิพากษา โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 11 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. คดีที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้อง นายอาเด็ม คาราดัก กับพวก หลังผ่านพ้นเหตุการณ์มานานกว่า 10 ปี (เข้าสู่ปีที่ 11) มีการสืบพยานโจทก์กว่า 400 ปาก และพยานจำเลยกว่า 45 ปาก "คมชัดลึกออนไลน์" ชวนย้อนอ่านเหตุการณ์ สรุปความสูญเสียที่เกิดขึ้น
ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.55 น. เกิดเหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม บริเวณแยกราชประสงค์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 ราย (เป็นชาวต่างชาติ 14 ราย เช่น จีน มาเลเซีย ฮ่องกง และชาวไทย 6 ราย) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกกว่า 163 ราย
จากรายงานของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ระบุว่า เป็นระเบิดทีเอ็นที (TNT) ระเบิดแสวงเครื่องที่ใช้ท่อแป๊ปเป็นส่วนประกอบ (ไปป์บอมบ์) น้ำหนัก 3 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ระเบิด (อีโอดี) วิเคราะห์ว่ามีรัศมีทำลายล้างประมาณ 100 เมตร จากการสอบสวนในภายหลัง พบว่าระเบิดอยู่ในกระเป๋าเป้ ซึ่งถูกนำมาวางไว้ใต้เก้าอี้ในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทย (ในขณะนั้น) มั่นใจว่าไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ
สำหรับผู้ต้องหาหลักในคดี มี 2 ราย คือ 1.นายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือ อาเดม คาราดัก ทำหน้าที่ นำกระเป๋าเป้ซุกซ่อนระเบิดแสวงเครื่องไปวางไว้ใต้ที่นั่งในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม ก่อนเดินหนีไปและเกิดระเบิดขึ้น และ 2.นายไมไรลี ยูซุฟู ทำหน้าที่เป็นฝ่ายประกอบระเบิด จัดหาอุปกรณ์ และเป็นผู้นำส่งระเบิดแสวงเครื่องให้กับนายอาเดม รวมถึงเป็นผู้นำโทรศัพท์มือถือที่ใช้ส่งสัญญาณไปทิ้งคลองแสนแสบ ทั้งนี้ ตำรวจได้พาทั้งคู่ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และแถลงปิดคดี เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2558
นอกจากนี้ตำรวจยังได้ออกหมายจับและจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีก 17 ราย แต่ท้ายที่สุด ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นา.ส.วรรณา สวนสัน หญิงไทยที่ถูกกล่าวหา ว่าเช่าห้องพักให้กลุ่มผู้ต้องหาหลบซ่อนตัว เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2567 เนื่องจากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ย้อนไทม์ไลน์ ความล่าช้าของคดี จากศาลทหาร สู่ศาลพลเรือน
ตั้งแต่ปี 2559 - 2562 คดีนี้มีความล่าช้าไปมาก เนื่องจากเหตุเกิดในยุค คสช. จึงถูกพิจารณาโดย "ศาลทหารกรุงเทพ" เป็นหลัก จนกระทั่งปี 2562 มีคำสั่งยุบเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร คดีจึงถูกโอนย้ายมายัง "ศาลอาญากรุงเทพใต้" ของพลเรือน และต้องเริ่มต้นนับหนึ่งสืบพยานกันใหม่
ในปี 2563-2565 กระบวนการพิจารณาคดีต้องหยุดชะงักยาวจากสถานการณ์โควิด นอกเหนือจากนั้นคดีนี้ยังมีอุปสรรคสำคัญเรื่อง "ล่าม" เนื่องจากจำเลยพูดภาษาอุยกูร์ ต้องใช้ล่ามแปลจาก อุยกูร์ เป็น อังกฤษ และจาก อังกฤษ เป็น ไทย อีกทอดหนึ่ง มีการเปลี่ยนตัวล่ามหลายครั้งเนื่องจากจำเลยไม่ไว้วางใจล่ามที่ทางการจัดหาให้ ทำให้อัตราการสืบพยานล่าช้ามาก
ปี 2566 - 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้ เร่งรัดการสืบพยานโจทก์-จำเลย ที่เหลืออยู่อย่างต่อเนื่อง จนสามารถปิดฉากการสืบพยานที่มีเอกสารนับหมื่นหน้าลงได้ และกำหนดนัดตัดสินในวันที่ 11 มิ.ย. 2569 นี้



