
หายสงสัย! ดร.อนันต์ เฉลนั่งโถส้วมสาธารณะ ติด "HPV" ได้จริงหรือ?
ดร.อนันต์ ชี้ชัดการนั่งโถสุขภัณฑ์สาธารณะ "แทบเป็นไปไม่ได้" ที่จะติดเชื้อ HPV ไวรัสตัวร้ายต้องการรอยแผลลึก เจาะจงเฉพาะเยื่อบุผิวที่อ่อนนุ่ม เตือนอย่าตื่นตระหนกแต่ต้องป้องกันให้ถูกวิธี
ทำความรู้จัก "เชื้อ HPV" ภัยเงียบใกล้ตัว ติดได้ทั้งชาย-หญิง ไม่ใช่แค่เรื่องของมะเร็งปากมดลูก
ช่วงนี้หลายคน จะได้ยิน "เชื้อ HPV" หลังสาว "เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น" ออกมาแชร์เรื่องราวว่าเธอติดเชื้อ HPV สายพันธ์ุ 16 ซึ่งหลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องเฉพาะของผู้หญิงเท่านั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้ เพราะสถิติล่าสุดชี้ชัดว่า ประชากรวัยเจริญพันธุ์เกือบทุกคน มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อนี้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต!
HPV คืออะไร?
HPV ย่อมาจาก Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การมีเพศสัมพันธ์” ไวรัสชนิดนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ตามความรุนแรง:
- กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk HPV): เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุหลักของการเกิด มะเร็ง ต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งในช่องปากและลำคอ
- กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV): เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่เป็นสาเหตุของ โรคหูดหงอนไก่ บริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งรักษาหายยากและเป็นๆ หายๆ สร้างความรำคาญใจอย่างมาก
ความเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับ HPV
1. ผู้ชายไม่ติดเชื้อ HPV?
ความจริง: ผู้ชายสามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นเดียวกับผู้หญิง และเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่คู่นอนโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ผู้ชายที่ติดเชื้อ HPV ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก และโรคหูดหงอนไก่ด้วยเช่นกัน
2. ถุงยางอนามัยป้องกันได้ 100%?
ความจริง: ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงได้ประมาณ 70-80% เท่านั้น เพราะเชื้อ HPV สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังรอบๆ อวัยวะเพศที่ถุงยางครอบคลุมไม่ถึงได้
3. ไม่มีอาการ แปลว่าไม่มีเชื้อ?
ความจริง: ความน่ากลัวของ HPV คือ "การเป็นภัยเงียบ" คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อมักไม่มีอาการใดๆ เลย ร่างกายอาจกำจัดไปได้เอง แต่หากร่างกายกำจัดไม่ได้ เชื้อจะฝังตัวเงียบๆ นับ 10 ปี ก่อนจะพัฒนาเป็นมะเร็ง
ทางที่ดีแนะ วิธีหมั่นตรวจคัดกรอง และ ฉีดวัคซีน ได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 45 ปี
HPV ติดได้จากห้องน้ำ จริงหรือไม่
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์ และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า
ภาพนี้สามารถอธิบายว่าทำไมการติดเชื้อ HPV จากการใช้ห้องน้ำสาธารณะ (เช่น การนั่งโถสุขภัณฑ์) จึง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย?
1. ไวรัสต้องการ "รอยแผล" (Wound) ในการเข้าสู่ร่างกาย
ไวรัส HPV ไม่สามารถเจาะทะลุผิวหนังที่ปกติ แข็งแรง และไม่มีแผลได้ การที่ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้นั้น จำเป็นต้องมีรอยฉีกขาดหรือรอยถลอกระดับไมโคร (Micro-abrasions) ซึ่งมักเกิดจากการเสียดสีอย่างรุนแรง (เช่น ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์) การนั่งบนฝารองนั่งชักโครกตามปกติ ไม่ได้ทำให้เกิดการเสียดสีรุนแรงจนเกิดรอยแผลที่ผิวหนังบริเวณสะโพกหรือต้นขา
2. เป้าหมายของไวรัสคือ "เซลล์ชั้นล่างสุด" (Basal epithelial cell) เท่านั้น
จากภาพจะสังเกตว่าตัวไวรัสทรงกลมสีน้ำเงิน จะวิ่งผ่านช่องว่างของแผลลงไปลึกที่สุดจนถึง "Basal epithelial cell" (เซลล์เยื่อบุผิวชั้นฐาน) ซึ่งวางตัวอยู่บน "Basal membrane" (เยื่อหุ้มฐาน) อธิบายง่ายๆคือ ไวรัส HPV ไม่สามารถแบ่งตัวหรือเพิ่มจำนวนในเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุดที่ตายแล้วได้ มันต้องการเข้าไปติดเชื้อในเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ชั้นลึกสุด (Basal cell) เพื่อใช้กลไกของเซลล์นั้นในการจำลองตัวเอง (Episomal replication)
3. บริเวณที่ติดเชื้อไวรัสนี้ได้ง่ายคือ "เยื่อบุผิวอ่อนนุ่ม" (Cervix / Mucosa)
จากภาพ ด้านซ้ายมือแสดงภาพของ "Cervix" (ปากมดลูก) ซึ่งเป็นช่องทางเฉพาะที่มีเนื้อเยื่อบุผิวชนิดเยื่อเมือก ที่มีความบอบบางและง่ายต่อการเกิดรอยถลอกเมื่อมีการสัมผัสโดยตรง ส่วนนี้ของเราไม่ได้ไปสัมผัสโดยตรงกับฝารองนั่งชักโครกขณะใช้งาน ผิวหนังส่วนที่สัมผัสภายนอกเป็นผิวหนังปกติที่หนาและแข็งแรงกว่ามาก
สรุปคือ ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า HPV จะก่อโรคได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถเข้าไปถึงเซลล์ชั้นลึกสุด ผ่านทางรอยแผลเท่านั้น ดังนั้น การใช้ห้องน้ำสาธารณะที่ผิวหนังภายนอกของเราสัมผัสกับฝานั่งเพียงชั่วคราว โดยไม่มีการเสียดสีจนเกิดแผล และไม่ได้เป็นการสัมผัสกับเยื่อบุผิวภายในโดยตรง จึงไม่ทำให้เกิดกลไกการติดเชื้อตามที่แสดงในภาพนี้อย่างแน่นอน ดูน้อยลง



