ข่าว

หายสงสัย! ดร.อนันต์ เฉลนั่งโถส้วมสาธารณะ ติด "HPV" ได้จริงหรือ?

หายสงสัย! ดร.อนันต์ เฉลนั่งโถส้วมสาธารณะ ติด "HPV" ได้จริงหรือ?

07 มิ.ย. 2569

ดร.อนันต์ ชี้ชัดการนั่งโถสุขภัณฑ์สาธารณะ "แทบเป็นไปไม่ได้" ที่จะติดเชื้อ HPV ไวรัสตัวร้ายต้องการรอยแผลลึก เจาะจงเฉพาะเยื่อบุผิวที่อ่อนนุ่ม เตือนอย่าตื่นตระหนกแต่ต้องป้องกันให้ถูกวิธี

ทำความรู้จัก "เชื้อ HPV" ภัยเงียบใกล้ตัว ติดได้ทั้งชาย-หญิง ไม่ใช่แค่เรื่องของมะเร็งปากมดลูก


ช่วงนี้หลายคน จะได้ยิน "เชื้อ HPV"  หลังสาว "เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น" ออกมาแชร์เรื่องราวว่าเธอติดเชื้อ HPV สายพันธ์ุ 16 ซึ่งหลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องเฉพาะของผู้หญิงเท่านั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้ เพราะสถิติล่าสุดชี้ชัดว่า ประชากรวัยเจริญพันธุ์เกือบทุกคน มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อนี้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต!

 

HPV คืออะไร?


HPV ย่อมาจาก Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การมีเพศสัมพันธ์” ไวรัสชนิดนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ตามความรุนแรง:

  • กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk HPV): เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุหลักของการเกิด มะเร็ง ต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งในช่องปากและลำคอ
  • กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV): เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่เป็นสาเหตุของ โรคหูดหงอนไก่ บริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งรักษาหายยากและเป็นๆ หายๆ สร้างความรำคาญใจอย่างมาก
     

ความเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับ HPV 

1. ผู้ชายไม่ติดเชื้อ HPV?
ความจริง: ผู้ชายสามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นเดียวกับผู้หญิง และเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่คู่นอนโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ผู้ชายที่ติดเชื้อ HPV ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก และโรคหูดหงอนไก่ด้วยเช่นกัน

2. ถุงยางอนามัยป้องกันได้ 100%?
ความจริง: ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงได้ประมาณ 70-80% เท่านั้น เพราะเชื้อ HPV สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังรอบๆ อวัยวะเพศที่ถุงยางครอบคลุมไม่ถึงได้

3. ไม่มีอาการ แปลว่าไม่มีเชื้อ?
ความจริง: ความน่ากลัวของ HPV คือ "การเป็นภัยเงียบ" คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อมักไม่มีอาการใดๆ เลย ร่างกายอาจกำจัดไปได้เอง แต่หากร่างกายกำจัดไม่ได้ เชื้อจะฝังตัวเงียบๆ นับ 10 ปี ก่อนจะพัฒนาเป็นมะเร็ง
 

ทางที่ดีแนะ วิธีหมั่นตรวจคัดกรอง และ ฉีดวัคซีน ได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 45 ปี

HPV ติดได้จากห้องน้ำ จริงหรือไม่


ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์ และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า 

 

ภาพจาก : Anan Jongkaewwattana

 

ภาพนี้สามารถอธิบายว่าทำไมการติดเชื้อ HPV จากการใช้ห้องน้ำสาธารณะ (เช่น การนั่งโถสุขภัณฑ์) จึง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย?
1. ไวรัสต้องการ "รอยแผล" (Wound) ในการเข้าสู่ร่างกาย
ไวรัส HPV ไม่สามารถเจาะทะลุผิวหนังที่ปกติ แข็งแรง และไม่มีแผลได้ การที่ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้นั้น จำเป็นต้องมีรอยฉีกขาดหรือรอยถลอกระดับไมโคร (Micro-abrasions) ซึ่งมักเกิดจากการเสียดสีอย่างรุนแรง (เช่น ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์) การนั่งบนฝารองนั่งชักโครกตามปกติ ไม่ได้ทำให้เกิดการเสียดสีรุนแรงจนเกิดรอยแผลที่ผิวหนังบริเวณสะโพกหรือต้นขา
2. เป้าหมายของไวรัสคือ "เซลล์ชั้นล่างสุด" (Basal epithelial cell) เท่านั้น
จากภาพจะสังเกตว่าตัวไวรัสทรงกลมสีน้ำเงิน จะวิ่งผ่านช่องว่างของแผลลงไปลึกที่สุดจนถึง "Basal epithelial cell" (เซลล์เยื่อบุผิวชั้นฐาน) ซึ่งวางตัวอยู่บน "Basal membrane" (เยื่อหุ้มฐาน) อธิบายง่ายๆคือ ไวรัส HPV ไม่สามารถแบ่งตัวหรือเพิ่มจำนวนในเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุดที่ตายแล้วได้ มันต้องการเข้าไปติดเชื้อในเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ชั้นลึกสุด (Basal cell) เพื่อใช้กลไกของเซลล์นั้นในการจำลองตัวเอง (Episomal replication)
3. บริเวณที่ติดเชื้อไวรัสนี้ได้ง่ายคือ "เยื่อบุผิวอ่อนนุ่ม" (Cervix / Mucosa)
จากภาพ ด้านซ้ายมือแสดงภาพของ "Cervix" (ปากมดลูก) ซึ่งเป็นช่องทางเฉพาะที่มีเนื้อเยื่อบุผิวชนิดเยื่อเมือก  ที่มีความบอบบางและง่ายต่อการเกิดรอยถลอกเมื่อมีการสัมผัสโดยตรง ส่วนนี้ของเราไม่ได้ไปสัมผัสโดยตรงกับฝารองนั่งชักโครกขณะใช้งาน ผิวหนังส่วนที่สัมผัสภายนอกเป็นผิวหนังปกติที่หนาและแข็งแรงกว่ามาก
สรุปคือ ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า HPV จะก่อโรคได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถเข้าไปถึงเซลล์ชั้นลึกสุด ผ่านทางรอยแผลเท่านั้น ดังนั้น การใช้ห้องน้ำสาธารณะที่ผิวหนังภายนอกของเราสัมผัสกับฝานั่งเพียงชั่วคราว โดยไม่มีการเสียดสีจนเกิดแผล และไม่ได้เป็นการสัมผัสกับเยื่อบุผิวภายในโดยตรง จึงไม่ทำให้เกิดกลไกการติดเชื้อตามที่แสดงในภาพนี้อย่างแน่นอน ดูน้อยลง