ข่าว

"วีระ" ชี้ คดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย ศาลฯ สั่งจำคุก 2 อดีตบิ๊ก ป.ป.ช.

"วีระ" ชี้ คดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย ศาลฯ สั่งจำคุก 2 อดีตบิ๊ก ป.ป.ช.

27 พ.ค. 2569

"วีระ สมความคิด" เปิดใจ หลังศาลฯ สั่งจำคุก 2 อดีตบิ๊ก ป.ป.ช. ระบุ รู้สึกพอใจกระบวนการยุติธรรม ชี้ คดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย

27 พ.ค. 2569 ที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีการอ่านคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ ที่สะเทือนไปทั้งวงการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ในคดีที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

 

คดีดังกล่าวมีมูลเหตุมาจากการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติปกปิดและส่งมอบเอกสารผลไต่สวนคดีครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองสูงสุด ที่เคยสั่งให้เปิดเผยเอกสารรวม 3 รายการก่อนหน้านี้

 

ศาลชี้ชัดมีดุลพินิจเหนือกฎหมายไม่ได้

 

ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 มีคำพิพากษาตัดสินว่า จำเลยมีความผิดจริงตามมาตรา 157 เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว องค์กรอิสระจึงไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นนอกจากปฏิบัติตามคำสั่งศาลเท่านั้น โดยศาลสั่งจำคุกจำเลย ที่ 3 และที่ 7 คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และ นางสุภา ปิยะจิตติ คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการยื่นขอประกันตัวเพื่อสู้คดีชั้นอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว

 

"วีระ" ชี้ คดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย ศาลฯ สั่งจำคุก 2 อดีตบิ๊ก ป.ป.ช.

"วีระ" เปิดใจ คดีนี้คือบทเรียนครั้งใหญ่ขององค์กรอิสระที่มีบทบาทปราบโกง

 

นายวีระ สมความคิด เปิดเผยต่อสื่อมวลชนด้วยท่าทีเรียบเฉย ระบุว่า ตนเองรู้สึกพอใจที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา
 

"ต้องบอกว่านี่เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่ประชาชนคนธรรมดาสามารถฟ้องร้องเอาผิด และเอาชนะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรนี้มีหน้าที่หลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับกลายมาเป็นผู้กระทำความผิดและถูกศาลพิพากษาลงโทษเสียเอง" นายวีระ กล่าว
 

ผู้สื่อข่าวถามถึงรายละเอียดของผู้ถูกฟ้องร้อง นายวีระ ชี้แจงว่า เดิมทีมีการยื่นฟ้องผู้บริหารและกรรมการรวม 12 คน แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลยกฟ้องไป 8 คน เหลือจำเลย 4 คน ซึ่งสองในสี่คนนี้เข้ามาเจรจาอ้อนวอนและยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ตนจึงได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องไป ในวันนี้ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองคนดังกล่าว
 

สำหรับขั้นตอนต่อไป นายวีระในฐานะนักสิทธิมนุษยชนกล่าวทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า หากทางฝั่งจำเลยยื่นอุทธรณ์คดีเพื่อสู้ต่อ ตนเองและทีมกฎหมายก็พร้อมที่จะยื่นแก้อุทธรณ์ในทุกประเด็น โดยได้วางแผนและเตรียมแนวทางสู้คดีรองรับไว้ทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว