
ขนส่งทางราง แจ้งความเอาผิด รถจอดคร่อมรางรถไฟ ขณะเกิดโศกนาฏกรรม
กรมการขนส่งทางราง แจ้งความเอาผิด รถจอดคร่อมรางรถไฟ ขณะเหตุเกิดโศกนาฏกรรม รถไฟชนรถเมล์ ยืนยัน ไม่ได้แก้เกี้ยว
22 พ.ค. 2569 นายรักสิทธิ์ ไวตี ผู้อำนวยการกอง กฎหมายกรมการขนส่งทางราง ได้รับมอบอำนาจจาก เดินทางมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน. มักกะสัน หลังรับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมการขนส่งทางราง เพื่อเอาผิดกับผู้ขับขี่รถที่คร่อมรางรถไฟในวันที่ 16 พ.ค. เวลา 15.33 น. จนถึงช่วงเวลาเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ ตามความผิดพ.ร.บ.ขนส่งทางราง 2568 และความผิดอาญาอื่นๆ
นายรักสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางกรมฯ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง หลังพบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นต่อระบบการขนส่ง และส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม สำหรับจำนวนความผิดหรือข้อหาที่เข้าข่ายตามกฎหมาย ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนในขณะนี้ เนื่องจากต้องพิจารณาเป็นรายกรณี คล้ายกับกฎหมายจราจรทางบก โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
ผู้สื่อข่าวถามถึงสาเหตุของการแจ้งความ ว่าเกี่ยวข้องกับการที่มีสิ่งกีดขวางทำให้รถไฟไม่สามารถเดินรถได้หรือไม่ นายรักสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากกฎหมายกำหนดความผิดไว้ในกรณีที่มีการก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบขนส่งทางราง หรือมีการกีดขวางการเดินรถ
ส่วนกรณีที่อาจมีรถบางคันไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืน แต่เกิดการจอดคร่อมรางโดยไม่ตั้งใจนั้น นายรักสิทธิ์ ระบุว่า ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นรายกรณี ว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้ขับขี่สามารถหลีกเลี่ยงหรือเคลื่อนย้ายรถออกจากรางได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาความผิด “กฎหมายการขนส่งทางรางถือเป็นกฎหมายเฉพาะ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในกรณีแรก ที่มีการนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ดำเนินคดี หลังมีผลบังคับใช้"
ในส่วนของเกณฑ์การพิจารณาความผิดกับรถเมล์นั้น ก็จะต้องดูองค์ประกอบตามกฎหมายอาญา ได้แก่ การกระทำ ความเสียหาย และผู้กระทำผิด หากไม่เกิดความเสียหาย อาจเข้าข่ายเพียงความพยายามกระทำผิด ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายต่อไป รวมถึงอาจมีผลต่อการพิจารณาความคุ้มครองของบริษัทประกันภัยด้วย
ทั้งนี้ นายรักสิทธิ์ ย้ำว่า การจอดคร่อมรางเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัย โดยยังต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของ "ความประมาทร่วม" จากหลายฝ่าย เช่น พนักงานขับรถ พนักงานรถไฟ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องตรวจสอบเชิงลึกเป็นรายจุดและรายเวลา ทั้งนี้ กรมฯ ไม่มีอำนาจชี้ขาดว่าใครถูกหรือผิด แต่มีหน้าที่กำกับดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ส่วนประเด็นเรื่องสารเสพติดของผู้ปฏิบัติงาน นายรักสิทธิ์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมย้ำว่าไม่ว่าการขนส่งรูปแบบใด การใช้สารเสพติดถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาตามองค์ประกอบข้อกฎหมายอีกครั้ง ส่วนประเด็นใบอนุญาตผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการขนส่งทางราง นายรักสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายเพิ่งมีผลบังคับใช้ ทำให้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการออกใบอนุญาต โดยขณะนี้มีการพิจารณาไปแล้วประมาณ 300-400 ราย จากทั้งหมดกว่า 900 ราย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบทเฉพาะกาล ผู้ปฏิบัติงานยังสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินรถทั่วประเทศ เมื่อถามว่า การแจ้งความครั้งนี้จะเป็นการแก้เกี้ยวหรือไม่ นายรักสิทธิ์ ยืนยันว่า การเข้าแจ้งความในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะดำเนินคดีกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนและระบบขนส่งทางรางโดยรวม เพราะความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ



