ข่าว

อึ้ง! คำสารภาพ "คนขับรถไฟ" ยอมรับเสพยา ก่อนมาขับรถไฟ 10 วัน

อึ้ง! คำสารภาพ "คนขับรถไฟ" ยอมรับเสพยา ก่อนมาขับรถไฟ 10 วัน

18 พ.ค. 2569

อึ้ง! คำสารภาพ "คนขับรถไฟ" ยอมรับเสพยา ก่อนมาขับรถไฟ 10 วัน เช็กประวัติย้อนหลัง เคยถูกดำเนินคดี เมื่อปี 2562 ด้าน ตำรวจเผย แจ้งข้อหาครบแล้ว ทั้ง 3 ราย

18 พ.ค. 2569 พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีกรณีเหตุรถไฟชนรถเมล์บริเวณถนนอโศก - ดินแดง ใกล้กับสถานีรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ มักกะสัน ภายหลังจากประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนว่า ขณะนี้แจ้งข้อกล่าวหา "กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย" ทั้งคนขับรถไฟและพนักงานควบคุมไม้กั้น
 

ซึ่งคนขับรถไฟ กับพนักงานควบคุมไม่กั้น ให้การขัดแย้งกัน โดยพนีกงานควบคุมไม้กั้น ยืนยันว่า มีการโบกธงให้สัญญาณแล้ว แต่คนขับรถไฟให้การว่า พนักงานควบคุมไม่กั้นไม่ได้ให้สัญญาณ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ซึ่งพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว ส่วนคนขับรถเมล์ ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา "ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้นับบาดเจ็บสาหัส" แต่เนื่องจากยังมีอาการบาดเจ็บและพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตำรวจจึงได้ขออายัดตัวไว้ และหากอาการดีขึ้นสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ก็จะคุมตัวไปฝากขังทันที
 

ส่วนกรณีที่ตรวจพบสารเสพยาเสพติดกับคนขับรถไฟนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อหาเสพยาเสพติด เนื่องจากยังรอเอกสารทางการแพทย์จากโรงพยาบาลส่งมาให้กับพนักงานสอบสวนก่อน หลังจากนั้นก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ส่วนข้อหาอื่น เช่น พ.ร.บ.การเดินรถทางราง พ.ร.บ.การจราจรทางบก ก็จะไปพิจารณาเพิ่มเติม
 

ทั้งนี้ จากการสอบปากคํา พบว่า พนักงานขับรถไฟและพนักงานควบคุมเครื่องกั้นรถไฟ ยังให้การไม่ตรงกันในบางประการ จึงต้องหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยพนักงานควบคุมเครื่องกั้นยืนยันว่า มีการโบกธงให้สัญญาณแล้ว ขณะที่คนขับรถไฟให้การว่า พนักงานควบคุมเครื่องกั้นไม่ได้ให้สัญญาณ

 

พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1

เบื้องต้นทีมสืบสวนได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมหลักฐานกล้องวงจรปิดตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดเกิดเหตุ โดยตั้งประเด็นไว้ว่า การผ่านแต่ละจุดตัดเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องกั้นรถไฟมีการโบกธงถูกต้องและครบทุกขั้นตอนการปฏิบัติหรือไม่ อาทิ การให้อาณัติสัญญาณ , การให้สัญญาณธง และการติดต่อผ่านวิทยุสื่อสารตลอดจนความเร็วขณะผ่านแยกหรือจุดตัดว่าใช้ความเร็วคงที่หรือไม่ และก่อนหน้าที่จะมาถึงจุดเกิดเหตุมีการลดความเร็วหรือไม่ และเบื้องต้น ได้ทําการเรียกช่างเครื่องหรือผู้ช่วยคนขับรถไฟมาสอบปากคําแล้ว โดยจะเน้นไปเรื่องของหน้าที่ในการปฏิบัติ
 

ทั้งนี้ ยังได้ประสานไปยังทางการรถไฟเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ที่รู้เกี่ยวกับเรื่องการเดินรถทั้งหมดมาสอบด้วยว่า ขั้นตอนของการผ่านจุดตัดแต่ละคนมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ซึ่งตอนนี้ทางคณะทำงานได้ส่งหนังสือไปที่ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อขอเข้าไปจำลองเหตุการณ์ เพื่อดูมุมมองการขับรถไฟว่ามองเห็นสัญญาณไฟชัดเจนมากน้อยเพียงใด โดยคาดว่าอย่างเร็วสุดคือภายในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค. 69) ก่อนจะเรียกผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล และขอเอกสารจากกล่องดำ
 

พร้อมทั้งเรียกนิติกรของการรถไฟ มาสอบถามว่าใช้ระเบียบ หรือมาตรฐานอะไรในการออกระเบียบการเดินรถ เพื่อพิจารณาว่า ประมาทเล็งเห็นผลแค่ไหน และได้ทำตามขั้นตอนของการรถไฟครบถ้วนหรือไม่ ถ้ามีหน้าที่แล้วไม่ทำตามหน้าที่หรือไม่ และการอนุญาตให้บุคคลขับรถไฟเนื่องจากพนักงานคนขับรถไฟไม่มีใบอนุญาต เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่มีการออกใบอนุญาตและเพิ่งจะมีบังคับใช้เมื่อปี 2569 ตํารวจจึงต้องสอบสวนจนสิ้นข้อสงสัยว่าก่อนหน้านี้ที่ไม่มีใบอนุญาตใช้มาตรฐานอะไรในการควบคุมคนพนักงานขับรถไฟ

ในส่วนของพนักงานขับรถไฟที่มีกระแสข่าวว่ามีสารเสพติดในร่างกายนั้น พล.ต.ต.วรศักดิ์ ยืนยันว่า เป็นความจริง โดยผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่าเสพยาจริง และอ้างว่าเสพมาก่อนขับประมาณ 10 วัน ซึ่งทางตํารวจยังไม่ปักใจเชื่อ ต้องว่ากันตามพยานหลักฐาน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหาเคยถูกดำเนินคดีเสพยาเสพติดเมื่อปี 2562 ในพื้นที่ สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และยังมีข้อมูลอีกว่า คนขับรถไฟมักจะเสพยาเป็นประจำ


ทั้งนี้ ตำรวจได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปบังคับใช้กฎหมายบริเวณพื้นที่ห้ามหยุดรถใกล้ทางรถไฟเพื่อความปลอดภัย ซึ่งไม่อยากให้มองว่าเป็น "วัวหายล้อมคอก" ส่วนที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะทางกายภาพบริเวณจุดเกิดเหตุส่งผลให้รถระบายไม่ดีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องรับฟังปัญหาทั้งหมดและนํามาบูรณาการร่วมกับทาง กทม. เพื่อพิจารณาว่าถูกต้องตามหลักวิศวกรจราจรหรือไม่