
สมการนี้ มีคนโกหก! “บิ๊กเต่า“ ยัน ตำรวจมีหลักฐานวิทยาศาสตร์ เอาผิดกลุ่มเซียนพระ
“บิ๊กเต่า“ ยัน ตำรวจมีหลักฐานวิทยาศาสตร์ เอาผิดกลุ่มเซียนพระ เชื่อมีคนโกหก ขออย่าร้อนใจ-เหลี่ยมเยอะ ยังไม่คิดจะฟ้องกลับหรือไม่ มองเป็นโจรกระจอก! ส่วนคดียังเหลือสอบอีก 1-2 ประเด็น พร้อมสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เพิ่ม ก่อนเตรียมเรียกคนกลางเชื่อมมาดามเก่ง-โทน เข้าให้ข้อมูล หากพบหลักฐานร่วมกันหลอกหรือฉ้อโกง ต้องดำเนินคดีไม่มีละเว้น
เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. กล่าวเพิ่มเติมภายหลังนายโทน สุขแก่นหรือโทนบางแค และมาดามเก่ง ออกมาให้สัมภาษณ์โดยเปิดเผยว่า ความจริงแล้วเราก็ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ส่วนตำรวจก็เป็นคนกลาง เราได้รับร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายและคู่กรณีเท่านั้น โดยจากที่ฟังสัมภาษณ์ของโทน เขาน่าจะเอาทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด แต่ความจริงแล้ว ไทม์ไลน์ของวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ นายโทนได้เข้ามาพร้อมกับทนายความ พบตนเองที่ชั้น 27 ในห้องมีกันอยู่ 3 คน ยอมรับว่าตอนนั้นตนเองไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงได้ยื่นข้อเสนอด้วยความเจตนาที่สุจริตใจว่า ขณะนี้มาดามเก่งแสตนบายรอเคลียร์อยู่ และได้พูดย้ำไปว่า “อยากคุยไหม ถ้าไม่อยาก โทนก็กลับได้เลย”
สุดท้ายนายโทนยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกันและอีกทั้งคดีฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน ตอนนั้นบรรยากาศก็ดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงไม่มีการใช้คำหยาบคาย หรือใช้ความรุนแรงอะไร และจำได้ว่าในวงสนทนามีกันทั้งหมด 7 คน ใช้เวลากว่าร่วมชั่วโมงเศษ สุดท้ายสัญญากับพลิก ทำให้การเจรจาล้มเหลว
โดยการเจรจา 3 ฝ่ายตัวเลขตอนนั้นตรงกันอยู่ที่ประมาณ 360 ล้าน โดยเรื่องสัญญา 120 ล้านบาท โดยเอาตึกมาค้ำประกัน เรื่องนี้มาดามเก่งและโทนจบกัน โดยไม่มีอะไรติดค้าง และ สัญญา 180 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท สองยอดนี้ยังไม่เป็นธรรม ซึ่งสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ พระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบจริง ราคาอยู่ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่งและทนายความ ก็ยื่นข้อเสนอให้นายโทนว่า ให้เอาพระไปขาย หากขายได้เท่าไหร่ ก็จ่ายคืนมาดามเก่งเพียง 180 ล้านบาท ส่วนถ้าได้กำไรก็ให้เอาไปเลย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล ส่วนสัญญาที่ยังขาด ก็ให้ขายทรัพย์สินที่นายโทนมีอยู่เอามาชดใช้หนี้ จะได้จบกัน ยอดยังขาดอยู่ร้อยกว่าล้านบาท ทำให้สัญญาไม่เป็นธรรม
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังยืนยันว่า การนัดหมายในวันที่ 17 เมษายน นายโทนเป็นคนอยากเข้าพบตนเอง ผ่านการประสานงานของป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามที่จะเข้ามาชี้แจงกับตนเองหลายครั้ง และเชื่อว่าเรื่องนี้ป๋องไม่มีผลประโยชน์อะไรด้วย ยืนยันได้ว่าการดำเนินการทุกอย่าง ไม่ได้เป็นการทวงหนี้ เป็นการพูดคุยเจรจาในฐานะคนรู้จักกันเท่านั้น หรือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ฝ่ายได้มาคุยกัน ไม่ได้ขัดแย้งอะไร แต่ก็ต้องบอกว่า "ทางฝ่ายผู้เสียหายเขาก็มีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น"
ผมจะเรียกเขาเข้ามาเพื่ออะไร เขามีเจตนาอยากจะชี้แจงแต่แรกอยู่แล้ว การที่เขาเข้ามา เพราะคดีมันเริ่มคืบหน้า มันเริ่มมีการออกหมายเรียก และแจ้งข้อกล่าวหากันแล้ว เขาร้อนตัว จึงประสานผ่านพี่ป๋องเข้ามา ในข้อความมันยังมีข้อความที่คุยกันกับพี่ป๋องอยู่เลยว่า ขอบคุณพี่ป๋องครับ แต่ไม่รู้ว่าเขาเอาคลิปไลน์ให้สื่อมวลชนดูหรือไม่
เมื่อถามว่ากระแสข่าวนายโทน จะถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ทราบว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาหรือไม่แจ้ง อยู่ในกระบวนการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนมั่นใจในพยานหลักฐาน ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ทราบก็ขาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 ประเด็น และยังต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เรื่องนี้มาประกอบด้วย โดยเมื่อวานที่โทนเข้ามาแสดงตัว ซึ่งก็แสดงเจตนาว่าเขาไม่หนี แต่ร้อนตัว ก็ถ้าว่าในแง่กฏหมาย ก็หมายความว่าไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระ ก็กลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิตและถูกดำเนินคดี มันเสียช่องทางทำมาหากิน
เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ก็ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายเขาหรอก คุณรู้อยู่เต็มอก อยากให้ลองเอาใจเขาใส่ใจเรา เอาความเป็นพี่เป็นน้องมาใส่ใจกัน เขาจะรู้ว่ามันไม่ซื่อสัตย์ ผมไม่พูดหรอกว่าคุณเนรคุณหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนไทย คนที่เคยมีบุญคุณต่อกัน เคยช่วยเหลือกันมา คนที่ไหนหรือนักธุรกิจที่ไหน พอซื้อขายพระหรือขายของกันแล้วยังให้เวลาอีกตั้ง 10 เดือนค่อยมาจ่าย พอมีเงิน สภาพคล่องแล้ว ก็ต้องเอาเงินมาจ่ายเขาสิ เขาช่วยขนาดนี้แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เห็นเขาโพสต์เขาใส่อยู่ปัจจุบัน ก็เอามาค้ำมูลหนี้ได้ด้วย เห็นใส่อยู่ 3-4 ปีแล้ว รวมถึงรถหรูก็ยังอยู่ เหนียวหนี้ไม่เหนียวหนี้ก็คิดกันเอาเอง
เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วใครโกหก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า “ผมเช็คจากวิทยาศาสตร์เอาว่าใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรู รถหรู และการโพสต์ในโซเชียลปัจจุบัน”
สำหรับคดีนี้กลุ่มแรกมีทั้งหมด 7 คน และกลุ่มสองมีทั้งหมด 2 คน โดยนายโทนอยู่ในกลุ่มที่สอง และมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีเซียนพระที่มีหนี้สิน ทำปั่นป่วนอีก 1 คน อยู่ภาคเหนือตอนล่าง ตอนนี้มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายร่วม 2-3 พันล้านบาท แต่ขอยังไม่อยากขยายไปถึงคนอื่น แต่ยืนยันว่ามีเซียนพระหลายคนที่มีแผนประทุษกรรม โดยการเอาตัวตีเนียนเข้าหามาดามเก่ง ซึ่งในส่วนของมาดามเก่ง ยอดความเสียหายกับกลุ่มเซียนพระอยู่ที่ 2 พันล้านบาท และยังมียอดที่กลุ่มเซียนพระไปทำกับคนอื่นอีก 5 พันล้านบาท โดยในความเป็นจริง ไม่มีใครทำธุรกรรมกับกลุ่มเซียนพระนี้อยู่แล้ว ส่วนจะมีคนกลางที่เชื่อมให้มาดามเก่งกับเซียนพระเหล่านี้รู้จักกันหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมรวมกันมาหลอกหรือฉ้อโกง ถ้ามีหลักฐานก็จะดำเนินคดีด้วย
เมื่อถามว่าผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้างนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า เราได้ให้รายละเอียดทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าตนเองเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง
ส่วนแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียน ก็คงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของโทน สร้างความเสียหายให้กับตนเองและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แต่ตอนนี้ตนยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ เพราะมองดูแล้วเป็นโจรกระจอก
เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า ตนเองเจอเรื่องพวกพวกนี้เยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้าเรากลัว หรือไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ก็อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ไม่นิ่งดูดาย ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลยเรื่องของการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีเงิน จึงเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นผู้บังคับบัญชา คงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมแน่นอน



