
"ซีพี" จับมือ "หอการค้าไทย" ประกาศปฏิญญาวันคุ้มครองโลก ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับ เลิกเผา 100%
หอการค้าไทย นำทัพ "ซีพี–มิตรผล–เนสท์เล่-ข้าวหงษ์ทอง" พันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ประกาศปฏิญญาวันคุ้มครองโลก ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับ เลิกเผา 100% แก้ฝุ่น PM2.5 ยั่งยืน
22 เม.ย. 2569 หอการค้าไทยและภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มิตรผล เนสท์เล่ ข้าวหงษ์ทอง และผู้ประกอบการรายสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม กว่า 100 องค์กร ผนึกกำลังภายใต้การนำของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประกาศปฏิญญาขับเคลื่อน “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” เนื่องในวันคุ้มครองโลก (Earth Day) เพื่อยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร และใช้เป็นกลไกแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 จากต้นเหตุอย่างเป็นระบบ
ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้รับซื้อวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ไปจนถึงผู้แปรรูปและผู้ส่งออก
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเผาในภาคเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ หอการค้าไทยจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือของภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากต้นทางของระบบการผลิต ทั้งนี้ การนำระบบ Traceability มาใช้เป็นมาตรฐานร่วม จะช่วยให้วัตถุดิบสามารถตรวจสอบที่มาได้อย่างชัดเจน และเพิ่มความรับผิดชอบร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานของภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับแนวทางสากล
สำหรับสาระของปฏิญญา ภาคส่วนที่เข้าร่วมได้แสดงเจตจำนงร่วมกันใน 7 ด้าน ได้แก่
1.การมุ่งสู่การไม่เผา
2.การขับเคลื่อน Traceability ครอบคลุม 100%
3.การส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืน
4.การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากล
5.การสร้างการมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
6.การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
7.การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของภาคเอกชน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมข้าว อาหารสัตว์ และน้ำตาล ระบุว่าจะนำระบบ Traceability มาใช้ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงปลายทาง โดยเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การใช้ข้อมูลดาวเทียมในการตรวจจับจุดความร้อน (hotspot) การระบุพิกัดแปลงเพาะปลูก และการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อบันทึกข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
ด้านนายฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เราดูแลรับผิดชอบในเรื่องการหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ต้องเรียกว่า มีความยั่งยืนและปราศจากการเผา ตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยยืนยันว่า วัตถุดิบทางภาคเกษตรทุกชนิด เราจัดซื้อจัดหาที่มีการใช้ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านนั้น เครือซีพีมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้ถึงต้นน้ำอย่างแท้จริง 100% และพิสูจน์ชัดเจนได้ว่า สินค้าที่เราจัดซื้อจัดหาไม่ได้มีการเผาป่าเผาแปลง เพราะเรานำระบบเทคโนโลยีการติดตามจุดความร้อนเทคโนโลยีและแปลงเพาะปลูกทั้งหมดมาใช้กำกับดูแล มีห้องวอร์รูมและห้องควบคุม พร้อมที่จะออกไปดูพื้นที่ทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการจัดซื้อตลอดห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรที่ทางเรารับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด ซึ่งเป็นสินค้าหลัก
นายฐิติ ยืนยันว่า งานวันนี้ทางภาคเอกชนสามารถทำได้ 100% พร้อมชักชวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งกลุ่มเกษตรกรโดยตรง พ่อค้า ผู้ผู้ประกอบการรับซื้อ หรือแม้แต่อุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมกันผลักดัน ปฎิญญานี้ในเกิดการจัดหาผลผลิตทางการเกษตรที่ยั่งยืนปราศจากการเผาแปลงตามนโยบายของภาครัฐด้วย
ส่วน พ.ร.บ. อากาศสะอาด นั้น นายฐิติ มองว่า เป็นเรื่องการนำโดยภาครัฐ เป็น พ.ร.บ.ที่เป็นประโยชน์ผู้มีส่วนได้เสียและเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแน่นอน ในฐานะภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมมือภายใต้กฎกติกาเงื่อนไขต่างๆที่คิดว่า ต้องมีการลงรายละเอียดและหารือทางภาครัฐต่อไป
นายฐิติ ยังฝากถึงเกษตรกรว่า วันนี้สิ่งที่เราทำคงเป็นประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุปทานรวมไปถึงเกษตรกรต้นน้ำด้วย ถ้าผลผลิตเกษตรกรตรวจสอบย้อนกลับได้ราคาก็เป็นสิ่งที่ต้องจูงใจเกษตรกรด้วยการยอมรับในเรื่องของวัตถุดิบอาหารสัตว์หรือการยอมรับในผลิตภัณฑ์อาหารที่นำไปผลิต เพื่อการส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตนเชื่อจะส่งผลสะท้อนไปถึงราคาจูงใจให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้นและน่าจะเพิ่มโอกาสและการตอบสนองความต้องการผู้บริโภค
นายฐิติ ยอมรับ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ สภาพอากาศ ที่ปีนี้อาจจะมีเรื่องซุปเปอร์เอลนินโญ ส่งผลต่อความแห้งแล้งหรือทรัพยากรน้ำหรือไม่ และเป็นห่วงเรื่องต้นทุนการผลิตของภาคเกษตร โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำและภาวะสงคราม เกษตรกรจะมีทางเลือกอย่างไร อาจจะต้องนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เพื่อรักษาต้นทุนการผลิตให้ได้ดีอย่างไร
สำหรับงานในวันนี้ มีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสถาบันการศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมประกาศปฏิญญาอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร เช่น มิตรผล เนสท์เล่ เจียเม้ง–ข้าวหงษ์ทอง ข้าวตราฉัตร เอสแอนด์พี น้ำตาลสระบุรี กรุงเทพโปรดิวส์ และเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส์
ขณะที่ภาควิชาการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทั้งนี้โดยมีสักขีพยาน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ขณะที่หน่วยงานด้านมาตรฐานและการตรวจสอบ เช่น บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท คอนโทรล ยูเนี่ยน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมและสมาคม ต่าง ๆ อาทิ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สมาคมทุเรียนไทย และบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เข้าร่วมเป็นภาคีในครั้งนี้
ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ...เกษตรปลอดเผานำไทยสู่ความยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ Traceability ในเชิงปฏิบัติ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบ โดยเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลผ่านการรับรองจากหน่วยงานอิสระ
ทั้งนี้ การประกาศปฏิญญาในครั้งนี้สะท้อนการยกระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการกำหนดมาตรฐานใหม่ของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และสำคัญที่สุดคือเพื่อเป็นมาตรการลดการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดหมอกควันและฝุ่น PM 2.5



