ข่าว

ชวนทำความรู้จัก! "กฎหมายตายดี" สิทธิเลือกจบชีวิตตนเอง ของแต่ละประเทศ

ชวนทำความรู้จัก! "กฎหมายตายดี" สิทธิเลือกจบชีวิตตนเอง ของแต่ละประเทศ

21 เม.ย. 2569

ชวนทำความรู้จัก! "กฎหมายตายดี" สิทธิเลือกจบชีวิตตนเองอย่างถูกกฎหมายเมื่อป่วยระยะท้าย ภายใต้เงื่อนไขทางการแพทย์ ของแต่ละประเทศ

กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากผู้คนในสังคมไม่น้อย กับ "ร่าง พ.ร.บ.ตายดี" ที่ นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ยื่นเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 โดยวันที่ 21 เม.ย. 2569 นายเอกภพ โพสต์เฟซบุ๊กถึงการเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

 

อ่านข่าว : สส.พรรคประชาชน เดินหน้าหารือ "ร่าง พ.ร.บ.ตายดี" สิทธิเลือกจบชีวิตตนเอง เมื่อป่วยระยะท้าย

ชวนทำความรู้จัก! "กฎหมายตายดี" สิทธิเลือกจบชีวิตตนเอง ของแต่ละประเทศ

ทำไมต้องผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ตายดี?

 

การผลักดันกฎหมายนี้ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิกำหนดวาระสุดท้ายของชีวิตตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุนผ่านระบบบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม เนื่องจากนายเอกภพ มี "ประสบการณ์ตรงจากการทำงานจริง" นานกว่า 10 ปี โดยเคยทำงานเป็นนักจัดการความรู้ให้กับ เครือข่ายพุทธิกา (แผนงานเผชิญความตายอย่างสงบ) และกลุ่ม Peaceful Death (ข้อมูล คลิก) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาวะในวาระสุดท้ายของชีวิต

 

ทำให้เห็นปัญหาหน้างาน ทั้งจากมุมมองของผู้ป่วย ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์ และค้นพบว่าระบบฯในปัจจุบัน ยังมีช่องว่างในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายอยู่ จึงนำประสบการณ์มาเปลี่ยนเป็น "กฎหมาย" เพื่อรองรับสังคมสูงวัย คืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้มนุษย์ เข้าถึงการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) อย่างทั่วถึง รวมถึงทำให้สังคมไทยเปลี่ยนมุมมองต่อวาระสุดท้ายของชีวิต

"กฎหมายตายดี" ไทย - ต่างประเทศ

 

"กฎหมายตายดี" หรือ "พ.ร.บ.ตายดี" ในบริบทไทย มักเน้นเรื่อง "การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)" และการปล่อยให้ตายตามธรรมชาติโดยไม่ยื้อชีวิต (Living Will/DNR) แต่ในระดับสากล ถูกเรียกว่า "Medical Assistance in Dying (MAiD)" หรือ "Assisted Dying" ซึ่งในแต่ละประเทศมีรายละเอียดทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งกฎหมายกลุ่มนี้มักหมายถึงการ "ทำให้ตายอย่างมีเงื่อนไข" โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

1.Euthanasia (การการุณยฆาต) : แพทย์เป็นผู้กระทำการฉีดยาหรือให้ยาเพื่อจบชีวิตผู้ป่วยโดยตรง (ผู้ป่วยอาจไม่มีแรงทำเอง)

2.Assisted Dying/Assisted Suicide (การช่วยให้ตาย) : แพทย์จัดเตรียมยาให้ แต่ "ผู้ป่วยเป็นคนหยิบยาหรือกระทำการจบชีวิตด้วยตนเอง"

ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ อาจอนุญาตทั้งสองแบบหรือแบบใดแบบหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด อาทิ ป่วยหนักในระยะท้าย, รักษาไม่หาย ทรมานมาก รวมถึงการผ่านการประเมินจากแพทย์หลายคน โดยประเทศที่มีการใช้กฎหมาย MAiD จะเป็นประเทศที่อยู่ในทวีป ดังนี้

ชวนทำความรู้จัก! "กฎหมายตายดี" สิทธิเลือกจบชีวิตตนเอง ของแต่ละประเทศ

ทวีปยุโรป 

1.เนเธอร์แลนด์ : มีการอนุญาตใช้ ทั้ง Euthanasia (การการุณยฆาต) และ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) โดยมีการเริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.2002

2.เบลเยียม : มีการอนุญาตใช้ ทั้ง Euthanasia (การการุณยฆาต) และ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) โดยมีการเริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.2002

3.ลักเซมเบิร์ก : มีการอนุญาตใช้ ทั้ง Euthanasia (การการุณยฆาต) และ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) โดยมีการเริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.2009

4.สเปน : มีการอนุญาตใช้ ทั้ง Euthanasia (การการุณยฆาต) และ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) โดยมีการเริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.2021

5.สวิตเซอร์แลนด์ : อนุญาตให้ใช้เฉพาะ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) เริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.1942

 

ทวีปอเมริกาเหนือ

1.แคนาดา : มีการอนุญาตใช้ ทั้ง Euthanasia (การการุณยฆาต) และ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) โดยมีการเริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.2016

2.สหรัฐอเมริกา : อนุญาตให้ใช้เฉพาะ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 เป็นต้นมา โดยขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ 

 

ทวีปอเมริกาใต้

1.โคลอมเบีย : มีการอนุญาตใช้ Euthanasia (การการุณยฆาต) เริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.2014

ชวนทำความรู้จัก! "กฎหมายตายดี" สิทธิเลือกจบชีวิตตนเอง ของแต่ละประเทศ

ทวีปโอเชียเนีย

1.ออสเตรเลีย : อนุญาตให้ใช้ Voluntary Assisted Dying (VAD) หรือ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) ได้ในหลายรัฐ เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2019 เป็นต้นมา 

2.นิวซีแลนด์ : มีการอนุญาตใช้ ทั้ง Euthanasia (การการุณยฆาต) และ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) โดยมีการเริ่มใช้ประมาณ ปี ค.ศ.2021

 

ส่วนในทวีปเอเชีย 

ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน Euthanasia (การการุณยฆาต) และ Assisted Dying (การช่วยให้ตาย) ยังถือว่าผิดกฎหมายและไม่มียังไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะสังคมเอเชีย มีความยึดโยงกับระบบครอบครัวและศาสนาสูง การตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายมักต้องได้รับความเห็นชอบจากญาติมากกว่าในฝั่งตะวันตกที่เน้นสิทธิปัจเจกบุคคล (Individual Autonomy) 

 

กฎหมายในเอเชียมักมองที่ "เจตนา" (Intent) เป็นหลัก ถ้าแพทย์หยุดรักษาเพราะผู้ป่วยต้องการตายตามธรรมชาติ (Passive) ถือว่าทำได้ แต่ถ้าแพทย์ทำสิ่งใดเพื่อให้เกิดความตายเร็วขึ้น (Assisted/Active) จะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา จึงทำได้เพียงดูแลแบบประคับประคอง เน้นลดความเจ็บปวด (Palliative Care) ที่ได้รับการยอมรับ หรือ การหยุดรักษา/ถอนเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้ตายตามธรรมชาติ (Passive Euthanasia) ที่ยอมรับได้ทางกฎหมายและจริยธรรม (Living Will) 

 

ปัจจุบันแพทย์ไทยหลายท่าน มีความกังวลในการหยุดรักษาเพราะกลัวความผิดทางอาญา เช่น ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต หาก พ.ร.บ. ตายดี "ผ่าน" แพทย์จะมีกฎหมายคุ้มครองที่ชัดเจนว่า เป็นการทำตามเจตจำนงของผู้ป่วย (Living Will) หรือการหยุดรักษาตามมาตรฐานการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) และไม่ต้องรับโทษทางอาญา

 

ส่วนผู้ป่วย จะมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะปฏิเสธการรักษาที่เจ็บปวดและเป็นการยื้อความตาย เช่น การปั๊มหัวใจ, การเจาะคอ, การใส่ท่อช่วยหายใจ ในกรณีที่การรักษานั้นไม่ช่วยให้โรคหายแต่ทำให้ผู้ป่วยทรมานมากขึ้น รวมทั้งเป็นการวางแผนชีวิต เพื่อให้คนในครอบครัวไม่ต้องแบกรับภาระการตัดสินใจที่เจ็บปวดในช่วงเวลาสุดท้าย

 

ถือเป็นเรื่องน่าติดตามกันต่อ ว่านายเอกภพ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะสามารถผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้สำเร็จหรือไม่ และจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด รวมถึงทิศทางของสังคมไทยจะเป็นอย่างไรต่อ