ข่าว

ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น รฟท. เปิดตัวรถไฟจาก JR East สู่ดอนเมือง-อยุธยา ตั๋วเริ่ม 30 บาท

ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น รฟท. เปิดตัวรถไฟจาก JR East สู่ดอนเมือง-อยุธยา ตั๋วเริ่ม 30 บาท

20 เม.ย. 2569

รฟท. เปิดตัว KIHA 40/48 เส้นทางดอนเมือง - อยุธยา สัมผัสบรรยากาศรถไฟวินเทจแอร์ฉ่ำในราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาท วิ่งยาว 6 เดือนเต็ม เริ่ม 20 เม.ย. นี้

20 เม.ย. 2569 ขบวนรถดีเซลรางปรับอากาศรุ่น KIHA 40 และ KIHA 48 ให้บริการในรูปแบบ เส้นทาง ดอนเมือง - พระนครศรีอยา - ดอนเมือง ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.- 31 ต.ค. 2569 รวม 6 เดือน บริการวันจันทร์ -วันศุกร์ไป -กลับ รวม 6 ขบวนต่อวัน มีจุดหยุดรับส่งผู้โดยสาร 8 สถานี และที่หยุดรถ 1 แห่ง ได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีรังสิต สถานีเชียงราก ที่หยุดรถ ม.ธรรมศาสตร์ สถานีเชียงรากน้อย
สถานีคลองพุทรา สถานีบางปะอิน สถานีบ้านโพ สถานีอยุธยา ค่าโดยสาร 30-50 บาท 


การนำรถ KIHA มาใช้ในเส้นทางนี้ถือเป็นการตอบโจทย์ "City Commuter" หรือผู้ที่เดินทางข้ามจังหวัดเพื่อมาเรียนหรือทำงานช่วงเช้า-เย็น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ และคนทำงานในย่านนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ซึ่งจะได้สัมผัสบรรยากาศรถไฟสไตล์ญี่ปุ่นในราคาที่จับต้องได้

 

ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น รฟท. เปิดตัวรถไฟจาก JR East สู่ดอนเมือง-อยุธยา ตั๋วเริ่ม 30 บาท

สำหรับ KIHA (คิฮะ) มาบูรณะในประเทศไทย เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทรถไฟในญี่ปุ่น โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อนำรถไฟที่สภาพดีแต่ปลดระวางแล้ว มาปรับปรุงใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริ่มต้นจาก KIHA 183: ในปี 2564 บริษัท JR Hokkaido ได้มอบรถดีเซลรางรุ่น KIHA 183 จำนวน 17 คัน ให้แก่ รฟท. โดยไทยจ่ายเพียงค่าขนย้าย รถรุ่นนี้มีเอกลักษณ์ที่ "ห้องขับยกสูง" และหน้ารถทรงลาดเอียงเพื่อป้องกันหิมะ ต่อมาในปี 2567 รฟท. ได้รับมอบรถรุ่น KIHA 40 และ 48 เพิ่มเติมจากบริษัท JR East (ภูมิภาคอาคิตะ) จำนวน 20 คัน เพื่อนำมาเสริมทัพขบวนรถชานเมืองและรถท่องเที่ยว  
 

การปรับแต่งรถจากญี่ปุ่นถูกออกแบบมาเพื่อสู้กับอากาศหนาวจัด โดยการบูรณะจาก โรงงานมักกะสัน ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือช่างรถไฟไทยในด้าน Reverse Engineering จึงต้อง รื้อระบบแอร์ใหม่ เพิ่มคอมเพรสเซอร์และปรับช่องจ่ายลมเย็นให้สู้กับอากาศเมืองร้อนของไทยได้ การปรับขนาดล้อ ญี่ปุ่นใช้รางกว้าง 1.067 เมตร แต่ไทยใช้ราง 1 เมตร ช่างไทยจึงต้อดัดแปลงแคร่และเพลาล้อใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงเอกลักษณ์ "กลิ่นอายญี่ปุ่น" ไว้ เช่น ป้ายภาษาญี่ปุ่นภายในรถ เบาะและโทนสีเดิม เพื่อสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยว