
เกินไปไหม! ครูสอนพิเศษ เอามือถือฟาดเด็ก 7 ขวบหัวแตก ขอจ่าย 500 จบเรื่อง
เกินไปไหม! ครูสอนพิเศษ เอามือถือฟาดเด็ก 7 ขวบหัวแตก ขอจ่าย 500 จบเรื่อง ผู้ปกครองชี้ นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรก ยัน ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
วันที่ 8 เมษายน 2569 จากกรณีที่ เกิดเหตุสะเทือนใจผู้ปกครอง เมื่อครูสอนพิเศษรายหนึ่งก่อเหตุใช้โทรศัพท์มือถือฟาดศีรษะเด็กนักเรียนชายวัย 7 ขวบจนได้รับบาดเจ็บ อ้างหงุดหงิดอากาศร้อนเนื่องจากเด็กทำแบบฝึกหัดผิด ด้านพ่อเด็กไม่ยอมความ เข้าแจ้งความดำเนินคดี พร้อมเผยมีผู้ปกครองรายอื่นแฉพฤติกรรมทำร้ายเด็กมาก่อนนั้น
ล่าสุดผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านชนากานต์2 ซ.2 บ้านเลขที่ 130/5/16 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนางจิตพิมาน สนใจ (ครูจิตร) อายุ 50 ปี ซึ่งเปิดเป็นสถานที่สอนพิเศษ ในช่วงปิดเทอม โดยครูจิตร เล่าว่า ในวันเกิดเหตุนั้น ตนเองเตือนเด็ก เนื่องจากว่าน้องสกาย เป็นเด็กกึ่งสมาธิสั้น ไม่นิ่ง ตนได้เตือนและบอกให้ทำงาน และเมื่อเห็นพวกพี่ๆ ส่งงานหรือเดิน สมาธิน้องจะหลุด และจะมอง ไม่ยอมทำงาน ในวันเกิดเหตุน้องสกายนั่งอยู่ใกล้กับตนเอง ส่วนที่โทรศัพท์ไปโดนที่หัวเด็กแตกนั้น เกิดจากตนเองเตือนน้องว่าไม่ทำงาน และเด็กเกิดอาการปี๊ดใส่ ตนเองจึงได้หยิบโทรศัพท์ที่ไม่ได้ใส่เคสไปเคาะนิดๆ ที่หัว ประกอบกับเด็กหลบ ทำให้โทรศัพท์กระแทกไปที่หัว ซึ่งตนก็ไม่ได้ตั้งใจ ทำไปเพราะต้องการสะกิดให้หยุด เพราะมือของตนเองก็ตรวจงานเด็กคนอื่นๆ ไปด้วย ซึ่งที่ผู้ปกครองบอกว่า เด็กทำวิชาภาษาไทยผิดไป 3 ข้อนั้น ไม่ใช่แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือเมื่อวานเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ส่วนเรื่องที่กล่าวว่า มีการดึงหูเด็กไปทำแผลนั้น ตนเองเพียงแค่ดึงเสื้อเด็กให้นั่งลง และนำอุปกรณ์มาทำแผลให้ ส่วนเรื่องที่ว่าตนเองเป็นคนขี้โมโหนั้น ตนเองยอมรับว่าตนเองเป็นคนโมโหง่ายจริงๆ และลงไว ซึ่งก็แล้วแต่คน ส่วนการทุบหลังนั้นเป็นเพียงแค่การสะกิดเตือน และตนเองเป็นคนที่เสียงดัง ซึ่งเด็กแต่ละคนแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เด็กแต่ละคนจะมีภาวะติดจอ ส่วนเรื่องที่ว่าตนเองเสนอเงินค่าทำขวัญให้ 500 บาทนั้น ตนเองบอกว่าจะช่วยค่าสินไหมที่จ่ายคืนค่าเรียนมาให้เป็นค่าสินไหม โดยคืนให้ 500 บาท ซึ่งทางผู้ปกครองเด็กขอมา 10,000 บาท ตนเองบอกไปว่าไม่มี ตนยอมรับผิด ที่ทำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และพร้อมที่จะไกล่เกลี่ย แต่ถ้าเรียกเงินมาตนเองก็ไม่มี
ทางด้านนางปพิชญา รัตนวงค์ อายุ 49 ปี แม่น้องสกาย เผยว่า ตนเองยอมรับว่าลูกตนเองเป็นเด็กสมาธิสั้น แต่ไม่เยอะ จะไม่ค่อยนิ่ง หลังจากที่ตนเองได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสามี ก็รีบไปรับกลับมาบ้าน แต่ความรู้สึกขอลูกตนเองนั้นตอนแรกไม่กล้าร้องแต่พอเห็นแม่ลูกก็ร้องออกมา ตัวสั่น ซึ่งถ้าครูจะไกล่เกลี่ยนั้น แม่ไม่เอา ซึ่งแต่ก่อนก็รู้สึกสงสารครูเนื่องจากเห็นว่าอยู่คนเดียว แต่พอรู้จากเด็กข้างบ้านที่ไปเรียนด้วยเล่าให้ฟังว่า สกายหัวแตกยังไม่พอ ยังดึงหูน้องไปล้างแผล ทำให้แม่รู้สึกจุกอยู่ในอก ซึ่งลูกแม่ก็ยังเจ็บอยู่ ทำไมต้องเอามือดึงหูไปทำแผลด้วย แทนที่จะจับมือไป ยอมรับว่าแม่เองรู้สึกโมโหมาก
ทางด้านผู้ปกครองเด็กที่เคยนำลูกชาย 2 คนไปเรียนพิเศษด้วย เล่าว่า เท่าที่ตนเองทราบมานั้นครู มีพฤติกรรมที่รุนแรง ซึ่งถ้าถามเด็กหลายครั้งแล้วเด็กตอบไม่ได้ก็จะมีการลงมือทำร้ายเด็ก ทุบ ตี หยิกหู เอาปากกาจิ้มหัว ซึ่งเป็นการบอกเล่าของลูกตนเอง และเมื่อเวลาตนเองอาบน้ำให้ลูกๆ ก็จะเห็นบาดแผลเป็นประจำ สระผมให้ลูกก็จะเห็นเป็นรอยจิ้ม ซึ่งลูกก็บอกว่าครูเอาปากกาจิ้มที่หัว และในบางครั้งก็จะให้เด็กกินข้าวในที่สอนเลย และยังมีการเอามะเฟืองจิ้มกับกะปิให้เด็กกิน ซึ่งเด็กบางคนก็ไม่เข้าใจว่ากะปิคืออะไร ซึ่งเด็กก็ไม่ชอบ แต่ถูกครูบังคับให้กินและห้ามคายออก ซึ่งลูกของตนเองต้องยอมอมไว้แล้วมาคายออกที่บ้าน
ในบางครั้งก็จะบังคับให้เด็กกินอาหารที่ไม่ชอบ ซึ่งถ้าเด็กไม่ทำตามก็จะโดนทุบจนอ้วกแตก และบังคับให้เก็บอ้วกเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งตนเองก็เคยคุยกับครูมาหลายครั้งว่าลูกตนเองนั้นตีได้ แต่ขอเป็นที่แขน ขา อย่าตีที่หัว ซึ่งลูกตนเองก็มาเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าโดนครูตีหัวมาอีกแล้ว จนลูกตนเองทนไม่ไหว จึงไม่ให้ลูกไปเรียนอีก ซึ่งตนเองเห็นว่าแม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วถึง 3 ปีแต่ครูก็ยังมีพฤติกรรมที่เหมือนเดิมอยู่ ส่วนสาเหตุที่ตนเองพาลูกมาเรียนกับครูจิตรนั้น ตนเองเห็นว่าเขาสอนดี แล้วเด็กเข้าใจไว เหมือนเป็นการสอนแบบกระโดดข้ามขั้น เช่น เด็ก ป.2 จะสอนหลักสูตรล่วงหน้า ป.3 ทำให้เด็กมีความรู้มากขึ้น แล้วเด็กไปสอบแข่งขันได้ จริงๆ เคยรู้ข่าวมาว่าครูคนนี้เคยสอนอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี เนื่องจากว่ามีพฤติกรรม สอนให้เด็กเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ แล้วเด็กเขียนไม่ได้ ครูก็ลงมือทุบตีเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเห็นพฤติกรรมจึงไปแจ้งกับ ผอ.โรงเรียน ทางโรงเรียนจึงได้ให้ลาออก
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยว่า หลังจากที่พ่อของเด็กได้เข้ามาแจ้งความไว้แล้วนั้น ตอนนี้ให้เด็กไปตรวจร่างกาย ซึ่งยังคงต้องรอผลตรวจจากแพทย์ และรวบรวมพยานหลักฐานจากนั้นจะเรียกคู่กรณีมาตกลงกัน ซึ่งถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบเป็นขั้นตอนต่อไป



