
วาระแห่งชาติ ยกระดับแก้ไฟป่าภาคเหนือ เสวนาคืนอากาศบริสุทธิ์
รัฐบาลยกระดับไฟป่า-หมอกควัน เป็นวาระแห่งชาติ "สุชาติ" สั่ง "ผู้การกบ" บุกแก้ไขปัญหาเชียงใหม่ยั่งยืน ตั้งเป้าคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนภาคเหนือ พร้อมเปิดเวทีระดมกูรูทุกภาคส่วน
6 เม.ย. 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนและเตรียมกำหนดพื้นที่นำร่องระดับจังหวัดเพื่อเป็นต้นแบบในการจัดการอย่างยั่งยืน
ล่าสุด มีการเปิดเวทีเสวนา "สานพลังทุกภาคส่วน แก้ไขปัญหาไฟป่าเชียงใหม่" นำโดย พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการฯ ร่วมกับนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการเมือง ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่าในพื้นที่ เพื่อเร่งหาทางออกท่ามกลางวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงกว่าปีก่อน ซึ่งทำให้ไฟป่าขยายตัวได้ง่าย
พล.ต.ต.นันทชาติ ระบุว่า รมว.สุชาติ สั่งการให้แก้ปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืน และเน้นย้ำการแก้ปัญหาจัดทำแผนในระยะยาว เพื่อให้คนเชียงใหม่ หายใจด้วยลมหายใจที่บริสุทธิ์ ที่มีปัญหาอยู่ก็ขอให้เร่งดำเนินการให้เบาบางลง
การหารือวันนี้ได้มีคนในพื้นที่เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อหาทิศทางแก้ปัญหาให้ประชาชน ข้อมูลตรงไหนที่ไม่เข้าใจ หรือเห็นข้อมูลไม่ตรงกัน ได้เข้ามาร่วมกันวางแผน กำหนดทิศทาง เพื่อสุขภาพของประชาชน เพราะลมหายใจของคนเชียงใหม่ต้องปลอดภัย
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ตำรวจในแต่ละพื้นที่จะมีการทำประวัติบัญชีคนเข้าป่า เก็บของป่า ขอให้ไปตรวจสอบว่าดำเนินการต่อเนื่องหรือไม่ เพราะข้อมูลตรงนี้ก็จะมีเป็นประโยชน์ รวมถึงจะใยช้เทคโนโลยีมาช่วยพิจารณา เช่น กรมควบคุมมลพิษ มีเครื่องวัดทิศทางวัดและความเร็วลม เพื่อนำมาปรับแผนงานขณะนั้น
ขณะที่นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหาพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เปิดเผยว่า ปัญหาไฟป่านั้น เกิดจากหลายปัญหาซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งตลอดช่วงที่ทำงานและการจับกุมผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุที่จับกุมได้มักมีการเสพยาเสพติดร่วมด้วย คนกลุ่มนี้มักมีปัจจัยในการก่อเหตุหลายอย่าง เช่น ชอบเก็บตัวอยู่ในป่า มีอาการหล่อน ชอบจุดไฟในป่า ทำให้เกิดการรุกไหม้ที่ควบคุมไม่ได้
หรือแม้แต่ไฟป่า ที่เกิดจากวิถีชุมชน เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ หารายได้จากการหาของป่า เช่นเห็ดหรือผักป่า ที่จะเกิดหลังจากมีการเผาไหม้ ทำให้ชาวบ้านเผาป่าเพื่อเก็บเกี่ยวของป่าเหล่านี้มาเป็นรายได้ ซึ่งปัญหาตรงต้องมีการดูแล และจัดการอย่างเป็นระบบ เพราะเชื่อว่า ถ้ามีการจำกัดพื้นที่ ว่าให้สามารถเผาในวงจำกัดชาวบ้านที่ได้ผลประโยชน์จากตรงนี้ก็อาจจะไม่ยอม เพราะต้องการเก็บเกี่ยวประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งปัญหาตรงนี้จะต้องจัดหารให้ปัญหาไฟป่าลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องให้วิถีชุมชนอยู่ได้ด้วย
ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือการจัดการจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งในแต่ละปีเราจะจัดการกับปัญหาเรื่อเชื้อเพลิงได้อย่างไร บ้าง เนื่องจากพื้นที่ป่าค่อนข้างกว้างมาก ถ้าเที่ยวกับเจ้าหน้าที่ดับไฟ และประเด็นสุดท้าย คือการบริหารเรื่องหารจัดการข่าวสาร ต่อสาธารณะ อย่างเมื่อปีที่ผ่านมา ประชาชนไม่เข้าใจเรื่องเผาเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่า ที่อาจจะลุกลามเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งในส่วนข้อมูลเหล่านี้ อาจจะต้องมีการสื่อสาร ปละทำความเข้าใขกับประชาชนอย่างละเอียด ว่าเห็นได้ต้องมีการจัดการเชื้อเพลิงโดยการเผา เพื่อป้องกันไฟป่า ที่อาจจะรุนแรงกว่า
ทั้งนี้ในที่ประชุมมีการดำเนินงานหลังจากนี้จะยึด 5 แนวทางหลัก คือ การบูรณาการทุกฝ่าย การสมดุลระหว่างวิถีชีวิตกับการบังคับใช้กฎหมาย การเพิ่มบทบาทและงบประมาณให้ท้องถิ่น การจัดการเชื้อเพลิง และการใช้เทคโนโลยีเชิงรุก โดยจะมีการนำนวัตกรรมมาวิเคราะห์สภาพอากาศและพื้นที่อย่างแม่นยำ พร้อมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ในการลำเลียงกำลังพลเข้าถึงจุดเกิดเหตุให้รวดเร็วที่สุด ทั้งนี้ทางกระทรวงฯ มุ่งหวังที่จะคืนอากาศสะอาดให้กับพื้นที่ภาคเหนือให้ได้ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเน้นย้ำขอความร่วมมือจากประชาชนให้งดการเผาทุกกรณีและร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมสถานการณ์อย่างสูงสุด
ด้านนายสมชิด กันธะยา สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ระบุว่า รัฐบาลมีคำสั่งห้ามเผาป่า 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 พฤษภาคม ของทุกปี แต่ต้องมองในมุมชาวบ้านที่มีอาชีพเก็บของป่า ว่าช่วงเวลาดังกล่าว เมื่ออาชีพ รายได้ของพวกเขาหายไป จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านสามารถมีรายได้ มีอาชีพต่อไปได้
“ผู้ว่าจังหวัด สั่งปิดป่าโดยเด็กขาด เพื่อแก้ปัญหาเผาป่ามองว่าถ้าเป็นควายรับได้ แต่คนไม่ใช่ควายรับไม่ได้”
นายสมชิดเสนอว่า ควรมีการยืดหยุ่นในการเผาป่า สร้างแนวกันไฟ แล้วเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านสามารถเผาป่าในบางจุดได้หรือไม่ เพื่อให้ชาวบ้านอยู่กับป่าได้
ด้าน น.ส.ปริศนา พรหมมา สภาลมหายใจ เปิดเผยว่า เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ ถือเป็นช่วงไฮท์ซีซั่น ที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาดูดอกพญาเสือโครง ทำให้การจัดการเชื้อเพลิงในช่วงเวลานี้ค่อนข้างลำบาก หรือไม่สามารถจัดการเชื้อเพลิงในช่วงนี้ได้ ซึ่งควรจะเป็นช่วงที่จัดการเรื่องเชื้อเพลิงก่อเกิดไฟป่า ซึ่งในส่วนนี้จะทำอย่างไร ให้การท่องเที่ยว เดินควบคู่ไปกับการรับมือเรื่องไฟป่าได้
ขณะที่ ทางด้าน นายเดโช ชัยทัพ ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่า ภาคประชาชน เผยว่า ตลอดการทำงานเรื่องไฟป่า เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สอ่งที่มองแล้วคิดว่าเป็นอันตรายก็คือ พักหลังๆเริ่มเห็นว่า ชาวบ้น ชุมชนเริ่มมีการเพิกเฉยกับปัญหาไฟป่า มากขึ้น เมื่อก่อนหัวหน้าชุมชนจะชวนชาวบ้านออกไปดับไฟป่า แต่ช่วงหลังๆเริ่มน้อยลง และเพิกเฉยมายิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังเกิดการไม่ยอมรับ ในการพัฒนาการจัดการเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ เช่นเจ้าหน้าที่ปฏิเสธการจัดการเชื้อเพลิงแบบวิถีชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านก็ปฎิเสธเทคโนโลยี การจัดการเชื้อเพลิงแบบเจ้าหน้าที่ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหามา และสิ่งที่อาจจะทำให้รอยร้าวนี้เพิ่มมากขี้คือการสื่อสารที่ทำให้ชาวบ้านเป็นตัวร้ายในเรื่องนี้ แทนที่การสื่อสารสาธารณะควรจะช่วยให้ผลักดันชาวบ้านพวกนี้เขามามีส่วนร่วมในการช่วยจัดการปัญหาไฟป่ามากขึ้น สร้างจิตวิทยาชุมชน สร้างการร่วมมือระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่ และสร้างจิตสำนึกในการรักษาป่า



