
ย้อนตำนาน “บุญรอด” จากเด็กซนตกสะพาน สู่ “พระยาภิรมย์ภักดี” ก่อตั้งเบียร์แรกของไทย
"ตระกูลภิรมย์ภักดี" บำเพ็ญกุศลรำลึกค "พระยาภิรมย์ภักดี" ผู้ให้กำเนิดตำนานเบียร์แรกของไทย ชีวิตจากเด็กชาย "บุญรอด" เกือบตายเพราะตกน้ำ สู่มหาเศรษฐีผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจแสนล้านคู่แผ่นดินไทยกว่า 90 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ทายาทตระกูลภิรมย์ภักดี ได้มีการทำพิธีบำเพ็ญกุศล ในวันครบรอบถึงแก่อนิจกรรม “พระยาภิรมย์ภักดี” ผู้ให้กำเนิดตำนาน "เบียร์แรกของไทย” สร้างรากฐานอาณาจักรธุรกิจครอบครัว “แสนล้านบาท” ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันยืนหยัดในประเทศไทยยาวนานกว่า 90 ปีแล้ว
เกือบไม่รอดที่มาชื่อ “บุญรอด”
ย้อนไปกว่า 100 ปี พ.ศ.2415 คือห้วงเวลาการเกิดของ “พระยาภิรมย์ภักดี” หากแต่ตอนเกิดนั้น ชื่อเสียงเรียงนามไม่ปรากฏแน่ชัดหรือเป็นที่ทราบได้ เพราะอดีตกาลไม่มีการบันทึกการเกิด รวมถึงบิดามารดาตั้งชื่อว่าเช่นไร นั่นคือเรื่องราวที่ถูกเขียนไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของตระกูลภิรมย์ภักดี
ชื่อ “บุญรอด” ที่ถูกเรียกขานนั้นได้มา เพราะการรอดชีวิตจากความซนในวัยเยาว์ ซึ่งวันหนึ่งซุกซนเล่นว่าวกิจกรรมสุดโปรด จนพลัดตกสะพานหัวทิ่มน้ำคลองขุ่นสีโคลน เคราะห์ดีมีผู้พบเห็นและเข้าช่วยเหลือ จนทำให้บิดาเรียก “บุญรอด”
“ภิรมย์ภักดี” เป็นนามสกุลพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พระราชทานแก่ “พระยาภิรมย์ภักดี” จากเดิมทีนั้น “บุญรอด” เกิดในตระกูล “เศรษฐบุตร” หนึ่งในคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบรรพบุรุษอพยพจากประเทศจีนตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ชีวิตวัยเยาว์ของ “บุญรอด” ถือว่าได้รับการส่งเสริมจากครอบครัว โดยเฉพาะการร่ำเรียนตำรับตำรา ส่งเข้าเรียนโรงเรียนที่สอนภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกันเจ้าตัวเรียนเก่ง เพราะสอบได้ที่ 1 ทุกวิชา ในช่วงอายุ 17 ปี
การมีทักษะด้านภาษาเมื่อครั้งทำงาน จึงมีโอกาสทำหน้าที่แปลเอกสาร เขียนจดหมาย ทำเอกสารเกี่ยวกับสินค้านำเข้า และยังเป็นช่วงเวลาได้ศึกษาและเก็บเกี่ยวการทำธุรกิจด้วย
จิตวิญญาณด้านธุรกิจ
เมื่อเรียนจบ บุญรอด เคยประกอบอาชีพครู แต่เป็นระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นไปเอาดีด้านธุรกิจ เริ่มต้นเป็นเสมียน แปลเอกสาร จากที่กล่าวไปข้างต้น หากแต่จุดเปลี่ยนคือ เจ้านายเก่าที่เคยทำงานร่วมกัน เห็นความขยันหมั่นเพียร เป็นคนฉลาดเฉลียว มีหัวธุรกิจ จึงแนะเชิงตั้งคำถาม “เป็นนายตัวเองไม่ดีหรือ” เวลาผ่านไป บุญรอด ได้ร่วมงานกับบริษัทข้ามชาติทำธุรกิจค้าไม้ ช่วงชีวิตได้เดินทางไปยังต่างประเทศจำนวนมากเปิดหูเปิดตาว่า ประเทศอังกฤษ ที่ไปเยี่ยมเยือนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม กลายเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ หลังจากได้เยี่ยมโรงงาน Belsize Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในอังกฤษ นำไปสู่การเป็นตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ของ Belsize ประจำสยาม(ประเทศไทย) ด้วยการซื้อรถเปิดประทุนมายังไทยด้วย แต่การทำธุรกิจรถยนต์เพียง 2-3 ปี ก็ยุติ
จากนั้นมีการร่วมมือกับหุ้นส่วนซื้อกิจการโรงเลื่อย การเปิดกิจการเรือข้ามฝาก ซึ่งจากการทำธุรกิจจนเลื่องชื่อลือนามทำให้ “บุญรอด” ถูกยกเป็น “คู่แข่งที่น่ากลัวในวงการการค้า”
ตำนานเบียร์แรกแห่งสยามประเทศ
จุดเปลี่ยนตลอดกาลซึ่งสำคัญยิ่งมาถึง การมีเพื่อนชาวตะวันตกมากหน้าหลายตา ทำให้มีโอกาสได้รู้จักทั้งธุรกิจ สานสายสัมพันธ์ ซึ่งวันหนึ่งการได้สังสรรค์กับชาวเยอรมัน “เอมิล ไอเซนโฮเฟอร์” วิศวกรนักธุรกิจที่นำเข้าสินค้าหลายอย่างทั้ง เบียร์ ไวน์ สุรา รถบรรทุก รถราง เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯ และเป็นคนแนะนำให้ “พระยาภิรมย์ภักดี” รู้จักเครื่องดื่มเยอรมันอย่าง “เบียร์” ที่พลิกชีวิตไปสู่ปฐมบทแห่งตำนานเบียร์แรกของประเทศไทย
ก่อนก่อกำเนิดเบียร์ไทย “พระยาภิรมย์ภักดี” เดินทางไปยังยุโรปเพื่อศึกษาการทำเบียร์ตั้งแต่ต้นทั้งเยี่ยมชมฟาร์มฮอร์บ สำรวจโรงเบียร์ เรียนรู้ศาสตร์ศิลป์กลไกการผลิตอย่างถี่ถ้วน
ทว่า การสร้างโรงเบียร์แห่งแรกในสยามยากยิ่ง ต้องเอาชนะความไม่เชื่อถือ เสียงติฉินนินทา ปรามาสต่างๆ ควบคู่เผชิญการขอใบอนุญาตผลิตเบียร์จากภาครัฐที่ยืดเยื้อยาวนาน รวมถึงต้องทำให้ผู้บริโภคชาวไทย รู้จักเบียร์ ยอมจ่ายเงินซื้อสินค้า การถูกตั้งคำถามผลิตเบียร์ในเมืองร้อนได้หรือ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การตระหนักว่าสยามควรมี “เบียร์” เป็นของประเทศตนเอง ย่อมก่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศ ประหยัดการนำเข้าที่ส่งผลให้เงินไหลออกสู่ต่างประเทศ จึงใช้ความอุตสาหะทำทุกประการเพื่อให้เป้าหมายลุล่วง
ก่อตั้ง “เบียร์สิงห์” เบียร์ไทย
ปี 2476 การก่อสร้างโรงเบียร์แห่งแรกเกิดขึ้น บนทำเลเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านสามเสน และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยือนสถานที่ก่อสร้างโรงเบียร์สานเสน 2 ครั้ง โดยฤกษ์เปิดบริษัทใหม่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ถือวันที่ 6 กรกฎาคม 2476 โดยวันเปิดนั้นมีแขกเหรื่อร่วมงานถึง 400 ท่าน และวันถัดมาประศาสตร์การเปิดตัวเบียร์ใหม่ในประเทศไทยได้เริ่มต้นกับ 3 ยี่ห้อ ได้แก่ ว่าวทอง ตราสิงห์ และตราพระปรางค์ จำหน่ายขวดละ 32 สตางค์ ค่อนข้างแพงในยุคนั้นเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวของประชากร ซึ่งอยู่ที่ 31 บาทต่อปี
การดำเนินธุรกิจเบียร์ “พระยาภิรมย์ภักดี” ไม่เคยหยุดพัฒนา เยี่ยมเยือนทั่วโลกเสาะแสวงชิมเบียร์ที่ผลิตในประเทศต่างๆ เพื่อเทียบคุณภาพ รสชาติกับเบียร์ไทย
ภายในเวลา 2 ปีที่ทำตลาดเบียร์ ผู้บริโภคเปิดรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้เบียร์ไทยซึ่งเป็นเบียร์ในประเทศครองใจชาวไทย 40% และปี 2481 บุญรอดบริวเวอรี่ ครองส่วนแบ่งตลาดเบียร์ในประเทศกว่า 60%
อย่างไรก็ตาม เส้นทางธุรกิจเบียร์ยังเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกคนต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ รวมถึงธุรกิจให้อยู่รอด และบุญรอดบริวเวอรี่ เป็นหนึ่งในกิจการที่ก้าวพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากดังกล่าว
ทายาทรุ่น 4 เคลื่อนอาณาจักรแสนล้าน
จากผู้ก่อตั้ง สู่ทายาทตระกูล “ภิรมย์ภักดี” ปัจจุบันบุญรอดบริวเวอรี่เติบโตเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย ที่มีรายได้ระดับแสนล้านบาท และมีการขยายธุรกิจให้หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหาร อสังหาริมทรัพย์ ฯ และกิจการสืบสานสู่รุ่นที่ 4 แล้ว ซึ่งลูกหลานยังคงทำงานร่วมกับรุ่น 3 อย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันแม่ทัพใหญ่บุญรอดบริวเวอรี่ คือ “ภูริต ภิรมย์ภักดี” และยังมีอีกหลายคนร่วมขับเคลื่อนการเติบโตสู่ร้อยปี เช่น ปิติ ภิรมย์ภักดี พลิศร์ ภิรมย์ภักดี ปวิณ ภิรมย์ภักดี วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี เป็นต้น
อ้างอิง : กรุงเทพธุรกิจ , สิงห์ปกรณัม ตำนานเบียร์แรกของไทย, 2560



