
กระทรวงพลังงานกางแผนสู้ราคาโลก ตรึงดีเซลไม่เกิน 33 บาท แม้กองทุนฯ ติดลบหมื่นล้าน
กระทรวงพลังงาน ย้ำชัดราคาขายปลีกในไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้านอาเซียนหลายเท่าตัว หลังรัฐยอมควักงบกองทุนน้ำมันอุดหนุนวันละ 2 พันล้านบาท สั่งตรึงเพดานดีเซลห้ามเกิน 33 บาท
23 มี.ค. 2569 สถานการณ์พลังงานของไทยภายใต้วิกฤตการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงถึง 158 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 122% จากช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องเร่งบริหารจัดการผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนักเพื่อตรึงราคาขายปลีกในประเทศ โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E10 อยู่ที่ 33.05 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าราคาในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียนหลายแห่ง เช่น มาเลเซียที่ขยับขึ้นไปถึง 38-39 บาทต่อลิตร รวมถึงฟิลิปปินส์และเวียดนามที่ปรับราคาขึ้นร้อยละ 40-70 โดยรัฐบาลยืนยันจะคุมเพดานราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ แม้ว่าปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันจะติดลบไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึงวันละ 2 พันล้านบาทก็ตาม
นอกจากการใช้กลไกราคาแล้ว ภาครัฐยังได้ปรับสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 เพื่อลดการนำเข้า และสร้างส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E20 ให้ถูกกว่า E10 ถึง 5 บาทเพื่อจูงใจการใช้งาน
ส่วนการยกเลิกน้ำมันสำรอง 3% โดยวิธีปฏิบัติจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์วิกฤตหน้าปั๊มได้อย่างไรนั้น รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จะทำให้ผู้ค้าไม่ต้องพะวง ที่จะต้องนำน้ำมันที่ผลิตได้มาเก็บสำรองเพิ่มขึ้น ตามช่วงเวลาต่างๆที่มีการประกาศไปก่อนหน้านี้ เพราะสถานการณ์ที่จะเพิ่มปริมาณสำรอง ก่อนออกคำสั่งนายกฯ ที่ 2/2569 ที่มีการเก็บสำรองเพิ่มขึ้น 1.5% ณ สิ้นเดือนมีนาคม และ 3% ในสิ้นเดือนเมษายน สถานการณ์ยังคาดการณ์ไม่ได้ แต่การสู้รบต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับระบบการจัดส่ง การผลิต และการนำน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งปลายทางมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น จึงคงอัตราสำรองไว้ที่ 1% เช่นเดิม ทำให้ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำมัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปริมาณสำรองทุก 1% นั้นเทียบเท่ากับน้ำมันเบนซิน 120 ล้านลิตร และดีเซล 250 ล้านลิตร
ส่วนความคืบหน้าการตรวจพบน้ำมัน 300,000 ลิตรที่ จ.อ่างทอง รวมถึงการจับน้ำมันได้ 20,000 ลิตร ที่ จ.ตาก นายวัชรินทร์ กล่าวว่า กรณีที่ จ.อ่างทอง ทางอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงแล้วว่ามีการเก็บน้ำมัน 330,000 ลิตร และส่งต่อมาเป็นทอดๆ และเมื่อส่งมาที่ จ.อ่างทอง ไม่มีใบกำกับขนส่ง อันนี้มีความผิดไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยทางตำรวจมีการเก็บตัวอย่างน้ำมัน 3 ชนิด คือ ดีเซล เบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 แลเ 95 ส่งให้กับกรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งกรมฯ ได้ตรวจสอบเสร็จภายในวันนั้น ปรากฏว่ามีน้ำมัน 2 ชนิดที่อ๊อฟสเปค (นอกข้อกำหนด) ซึ่งจะส่งเรื่องกลับไปที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการต่อไป
ส่วนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จากการประสานกับพลังงานจังหวัดตาก ข้อมูลล่าสุดคือ บริษัทที่ขนส่งเข้ามาเอาไปเก็บที่โกดังรับชื่อบริษัทวีอาร์เอ็น วัชรนันท์ ทะเบียนจดที่ลำลูกกา ซึ่งวันนี้ตำรวจได้เรียกทั้งคนขับรถ และเจ้าของบริษัท มาให้ปากคำ ส่วนรายละเอียดอื่น เช่น รถคันนี้มีใบอนุญาตหรือไม่ ต้องขอให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นก่อน เช่น ทะเบียนรถ เพราะหน้างานยังไม่ได้รายงานมา ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่ารถดังกล่าวได้รับใบอนุญาตถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง 2542 หรือไม่ แต่ที่ได้ข้อมูลเบื้องต้นคือ ใบกำกับการขนส่ง มีโอกาสไม่ถูกต้องสูง เพราะใบกำกับแจ้งว่าจะไปขนส่งที่ท่า 14 มหาวัน แม่สอด แต่จุดที่จับได้คือ คลัง 8 ท่า 11 แม่สอด



