ข่าว

เช็กอาการ "โรคไข้กาฬหลังแอ่น" เตือน ปชช. จะเดินทางไปอังกฤษ ควรรับวัคซีนล่วงหน้า

เช็กอาการ "โรคไข้กาฬหลังแอ่น" เตือน ปชช. จะเดินทางไปอังกฤษ ควรรับวัคซีนล่วงหน้า

22 มี.ค. 2569

เช็กอาการ "โรคไข้กาฬหลังแอ่น" กรมควบคุมโรค เตือน ปชช. จะเดินทางไปอังกฤษ ควรรับวัคซีนป้องกัน ล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน

22 มี.ค. 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค โดยกองระบาดวิทยา ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น ในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศมีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบในประเทศอังกฤษเชื้อ Neisseria meningitidis สายพันธุ์ serogroup B (MenB) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง โดยการระบาดมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมรวมกลุ่มในสถานที่ปิดช่วงต้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้เกิดกลุ่มเสี่ยงในสถานศึกษาและชุมชนที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง

ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ทั้งการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันในผู้สัมผัสใกล้ชิด และการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมโรคไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B ให้กับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่อาศัยอยู่รวมกัน และมีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมกัน เช่น การอยู่ใกล้ชิดเป็นเวลานาน การใช้ภาชนะร่วมกัน หรือการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การระบาดยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดยังไม่พบการแพร่กระจายในวงกว้าง และความเสี่ยงโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

“กรมควบคุมโรคขอแนะนำผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาด เช่น พื้นที่ในสหราชอาณาจักรหรือประเทศในยุโรป พิจารณารับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเพิ่มเติม


ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เชื้อก่อโรคไข้กาฬหลังแอ่นมีหลายสายพันธุ์สำคัญ ได้แก่ A, B, C, W และ Y โดยโรคนี้สามารถพบผู้ป่วยได้ประปรายตลอดทั้งปี และที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่พบการระบาดขนาดใหญ่หรือการระบาดเป็นกลุ่มก้อน


สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 17 มี.ค. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ แต่กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป


ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม และบางรายอาจมีจุดเลือดออกหรือผื่นเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางหรือการสัมผัสเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการรายงานโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย ทั้งนี้ โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และมีวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือก โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขก่อนรับวัคซีน

กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422