ข่าว

วันที่ 3 ”ทนายตั้ม“ ลุกซักค้านเองคดีฉ้อโกง 71 ล้าน ”เจ๊อ้อย“ ยัน! เอาเรื่องสุดซอย

วันที่ 3 ”ทนายตั้ม“ ลุกซักค้านเองคดีฉ้อโกง 71 ล้าน ”เจ๊อ้อย“ ยัน! เอาเรื่องสุดซอย

06 มี.ค. 2569

วันที่ 3 เผชิญหน้ากลางศาล! ‘ทนายตั้ม’ ลุกซักค้านเองคดีฉ้อโกง 71 ล้าน ด้าน ‘เจ๊อ้อย’ ใจเด็ดสบตาตรงๆ ยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ‘ปานเทพ’ มั่นใจหลักฐานมัดตัวแน่น!

 

 

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ร่วมกับ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” ในฐานะโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม”, นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด หรือ “เดือน” ภรรยาของทนายตั้ม และ น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ หรือ “ดาว” พี่สาวของภรรยาทนายตั้ม พร้อมพวกรวม 7 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกง ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า การสืบพยานในคดีดังกล่าว ขณะนี้เป็นวันที่สามของการเบิกความของ น.ส.จตุพร โดยวันแรกใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเบิกความตอบคำถามจากพนักงานอัยการ ส่วนวันที่สองเป็นการถามค้านจากฝ่ายจำเลย ซึ่งนายษิทราเป็นผู้ถามด้วยตนเองตลอดทั้งวัน ทำให้พยานอีกปากยังไม่ได้ขึ้นเบิกความ

สำหรับวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ 3 ศาลเปิดโอกาสให้ทนายฝ่ายจำเลยอีกคนซักถาม น.ส.จตุพร ต่อจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นพนักงานอัยการและทนายฝ่ายโจทก์ร่วมจะซักถามเพิ่มเติมในประเด็นที่ฝ่ายจำเลยถามไว้ ก่อนจะถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจการเบิกความของ น.ส.จตุพร ซึ่งใช้เวลารวมประมาณ 3 วัน

นายปานเทพ กล่าวว่า หากการซักถามแล้วเสร็จภายในช่วงครึ่งวันเช้า พยานปากถัดไปคือ เป็นเลขานุการของ น.ส.จตุพร จะขึ้นเบิกความต่อทันที อย่างไรก็ตาม จากระยะเวลาการสืบพยานที่ยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจทำให้กำหนดการของพยานรายอื่นต้องปรับเลื่อนออกไป

 

 

วันที่ 3 ”ทนายตั้ม“ ลุกซักค้านเองคดีฉ้อโกง 71 ล้าน ”เจ๊อ้อย“ ยัน! เอาเรื่องสุดซอย

 

 

เมื่อถามถึงการเตรียมตัวของพยานในแต่ละครั้ง นายปานเทพ กล่าวว่า ในรายละเอียดของคดีไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล แต่โดยภาพรวม น.ส.จตุพรมีการเตรียมตัวมาอย่างดี แม้อาจมีความสับสนในบางช่วง เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมาก แต่สามารถชี้แจงและอธิบายได้เมื่อมีการซักถาม ทั้งจากฝ่ายจำเลยและฝ่ายอัยการ

จากการติดตามการเบิกความตลอดสองวันที่ผ่านมา นายปานเทพ ระบุว่า การซักค้านของนายษิทราทำได้อย่างเต็มที่ แต่ยังมีบางประเด็นที่ฝ่ายโจทก์เตรียมซักถามเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง น.ส.จตุพร และพยานรายอื่นยังคงมีความมั่นใจในข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

นายปานเทพ ยังกล่าวว่า ก่อนเข้าศาล น.ส.จตุพรได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและพระสยามเทวาธิราช เพื่อขอพรให้การให้การต่อศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันว่าจะพูดความจริงทั้งหมด โดยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองให้ได้รับความเป็นธรรม

 

 

วันที่ 3 ”ทนายตั้ม“ ลุกซักค้านเองคดีฉ้อโกง 71 ล้าน ”เจ๊อ้อย“ ยัน! เอาเรื่องสุดซอย

 

 

สำหรับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าพยานหลักฐานจะทำให้ฝ่ายจำเลย “ดิ้นไม่หลุด” หรือไม่นั้น นายปานเทพกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยพยานหลักฐานทั้งหมดได้ถูกส่งต่อให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการตั้งแต่ในชั้นสอบสวนแล้ว ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างได้รับทราบข้อมูลทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดเป็นความลับหรือ “ไม้เด็ด” แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายปานเทพ ยอมรับว่า ในคดีแพ่งก่อนหน้านี้ ศาลมีคำพิพากษายกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าการนำสืบพยานของฝ่ายอัยการยังไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องยังคงถูกอายัดไว้ จึงยังมีโอกาสต่อสู้ในคดีอาญา และหากคดีอาญามีข้อยุติ ก็สามารถนำผลคำพิพากษาไปประกอบการพิจารณาในคดีแพ่งหรือในชั้นอุทธรณ์ได้

นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า ในชั้นศาลอาญาไม่อาจกล่าวได้ว่าฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะเป็นดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษา โดยทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ จากการติดตามการเบิกความที่ผ่านมา น.ส.จตุพรมีสมาธิและความมั่นใจในการตอบคำถาม ไม่แสดงความกังวล และเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงที่ตนเองนำเสนอต่อศาล

 

 

วันที่ 3 ”ทนายตั้ม“ ลุกซักค้านเองคดีฉ้อโกง 71 ล้าน ”เจ๊อ้อย“ ยัน! เอาเรื่องสุดซอย

 

 

ขณะเดียวกัน นายปานเทพ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของนักแสดงสาว “แตงโม” หรือ น.ส. ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ว่า ขณะนี้ตนและคณะยังคงเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อย่างต่อเนื่อง พร้อมยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมอยู่เป็นระยะ

โดยเฉพาะคำพิพากษาในคดีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหลายรายฟ้องร้อง แต่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งในคำเบิกความของพยานบางส่วนมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในคดีดังกล่าว จึงได้นำไปมอบให้ดีเอสไอพิจารณาเพิ่มเติม

นายปานเทพ ระบุว่า หลักฐานที่รวบรวมได้มีจำนวนมาก หลายแฟ้มเอกสาร รวมแล้วหลายร้อยหน้า โดยมีการวิเคราะห์พฤติการณ์และลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ซึ่งทำให้ทีมงานมีความเชื่อมั่นว่า การเสียชีวิตของ น.ส.ภัทรธิดาไม่ได้เกิดจากการไปปัสสาวะบริเวณท้ายเรือก่อนพลัดตกน้ำตามที่มีการระบุไว้ในสำนวนเดิม

ทั้งนี้ ทีมงานยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการทำคดีในชั้นพนักงานสอบสวน ว่าอาจมีประเด็นเรื่องการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของดีเอสไอ โดยยืนยันว่าจะยังคงรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป และหากมีหน่วยงานใดไม่ให้ความร่วมมือ อาจมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

 

 


ต่อมาเวลา 12.05 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการเบิกความในช่วงเช้า น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” ได้ลงมารับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนพร้อม “พี่น้อย” เลขานุการส่วนตัว ในเวลา 12.50 น.

น.ส.จตุพร เปิดเผยว่า หลังจากการเบิกความต่อศาลในวันนี้รู้สึกโล่งใจและสบายใจขึ้น เนื่องจากได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลตามพยานหลักฐานที่มีอย่างครบถ้วน พร้อมยืนยันจุดยืนเดิมว่าจะเดินหน้าดำเนินคดีจนถึงที่สุด

“วันนี้หลังจากเบิกความเสร็จรู้สึกโล่งและสบายใจมาก เพราะได้พูดทุกอย่างตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มีอยู่ และยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเรื่องนี้จะเดินหน้าจนสุดซอย” น.ส.จตุพร กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกต่อการตอบคำถามในช่วงการซักค้านของฝ่ายจำเลย น.ส.จตุพร ระบุว่า ตนตอบคำถามทั้งหมดตามความจริง โดยยึดตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ และมั่นใจในคำให้การของตนเองต่อศาล

“ทุกคำถามเราตอบตามข้อเท็จจริงทั้งหมด ถ้าให้ประเมินตัวเองในการเบิกความครั้งนี้ ก็ให้คะแนนตัวเองเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะสิ่งที่พูดออกไปเป็นความจริงทั้งหมด” น.ส.จตุพร กล่าว

 

 

 

สำหรับ พี่น้อย ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวนั้น เจ๊อ้อยชี้แจงว่า ในวันนี้ยังไม่มีการเบิกความของพี่น้อย โดยในกระบวนการสืบพยานวันนี้เป็นการเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์รายอื่น รวมถึงทนายความที่เกี่ยวข้อง ขณะที่พี่น้อยมีกำหนดเข้าเบิกความต่อศาลในสัปดาห์หน้า ตามกำหนดการสืบพยานของศาล เมื่อถูกถามถึงท่าทีหรือพฤติกรรมของฝ่ายจำเลย โดยเฉพาะ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ระหว่างการพิจารณาคดี น.ส.จตุพร กล่าวเพียงว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว และไม่ต้องการก้าวล่วงการกระทำของบุคคลใด โดยย้ำว่าเชื่อมั่นในดุลพินิจของศาลในการพิจารณาคดี


นอกจากนี้ เจ๊อ้อยยังกล่าวขอบคุณบุคคลและองค์กรที่ให้ความสนใจและให้การสนับสนุนในคดีนี้ โดยเฉพาะ บ้านพระอาทิตย์, อาจารย์ปานเทพ และ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือในกระบวนการติดตามคดี “ต้องขอขอบคุณบ้านพระอาทิตย์ อาจารย์ปานเทพ และคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ให้ความเมตตาและให้ความสนใจช่วยเหลือในเรื่องนี้ รวมถึงสื่อมวลชนทุกแขนง เพราะคดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก” น.ส.จตุพร กล่าว ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า ขณะนี้ยังมีเรื่องใดที่ค้างคาอยู่ในจิตใจหรือไม่ เจ๊อ้อยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ขณะนี้ไม่มีความกังวลใด ๆ อีกแล้ว “ตอนนี้ไม่มีอะไรค้างคาใจ จิตใจสบายดี ไม่ได้กังวลอะไรทั้งสิ้น”น.ส.จตุพร กล่าวทิ้งท้ายทั้งนี้ ศาลยังคงเดินหน้ากระบวนการพิจารณาคดีตามขั้นตอน โดยจะมีการนัดสืบพยานเพิ่มเติมในสัปดาห์ถัดไป