
"อรรถพล" อธิบดีกรมอุทยานฯ แถลงข้อเท็จจริง การเคลื่อนย้าย "สีดอหูพับ"
"อรรถพล" อธิบดีกรมอุทยานฯ แถลงข้อเท็จจริง การเคลื่อนย้ายช้างป่า "สีดอหูพับ" ย้ำ จนท.ทุกคนเสียใจ สั่งชะลอย้ายช้าง จนกว่าจะถอดบทเรียนเสร็จ
12 ก.พ. 2569 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงข้อเท็จจริงกรณีการเคลื่อนย้ายช้างป่า "สีดอหูพับ" หลังจากเมื่อวานนี้ (11 ก.พ. 2569) องค์กรจัดสวัสดิภาพจิตอาสารักษ์สัตว์ไทย พร้อมเครือข่ายรวมกว่า 200 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียน และประท้วงให้ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ทบทวนการทำงาน และพิจารณาตัวเอง
นายอรรถพล ระบุว่า ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น ยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กังวลว่าจะเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ ทำให้สถานการณ์ เกิดความสับสนยิ่งขึ้น ขอเรียนว่า กรมอุทยานฯ ตัวผมเอง หน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องนี้ เรารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าเราพร้อมที่จะรับผิด ถ้าเกิดความผิดพลาดใด ๆ ก็แล้วแต่ ซึ่งกรมอุทยานฯ ได้มีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้นแล้ว และให้เร่งรัดสืบสวนสอบสวนตั้งแต่เกิดเหตุ
"ขอเรียนว่า เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ทำหน้าที่ มีความรู้สึกเสียใจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพี่น้องประชาชนเลย ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ที่เข้าไปช่วยงาน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมถึงภาคประชาชน ฝ่ายปกครอง ที่ร่วมทำงานในพื้นที่ด้วยกัน ทุกคนมีความตั้งใจ มีเจตนาที่ดี ไม่มีบุคคลใด ที่มีเจตนาทำร้ายช้างแน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่ สัตวแพทย์ ที่ทำงานกันมาโดยตลอด ทุกคนทำหน้าที่ตรงนี้มานาน เพื่อดูแลช้างไปพร้อม ๆ กับการดูแลคน ซึ่งเป็นพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ ทุกคนมีความรู้สึกที่เสียใจ หดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" นายอรรถพล กล่าว
จากนั้น นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ซึ่งเป็นพื้นที่เคลื่อนย้าย "สีดอหูพับ" ได้เล่าลำดับเหตุการณ์ กรณีช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จนกระทั่งนำมาสู่ปฏิบัติการในครั้งนี้ iระบุว่า ช้างป่ากลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มาตั้งแต่ปี 2566 โดยทำร้ายราษฎร จนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย จนนำไปสู่คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างทั้ง 4 ตัว ออกนอกพื้นที่ภายใน 30 วัน ซึ่งศาลมองว่ามาตรการบรรเทาทุกข์ราษฎรไม่สามารถรอได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งปฏิบัติการกับสีดอหูพับเป็นรายแรก
จากนั้นหัวหน้าชุดปฏิบัติการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า ชุดที่ 1 ประจำกรมอุทยานฯ ได้อธิบายลำดับเหตุการณ์จับ และเคลื่อนย้าย "สีดอหูพับ" เตรียมการตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 ยืนยันว่า ปฏิบัติการในภาคสนามตั้งแต่การเข้าควบคุมพื้นที่ การผูกขา และการนำช้างขึ้นรถบรรทุก ได้ดำเนินการตามมาตรฐานสูงสุดภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเราดำเนินการมาแล้วในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งในภาพรวมทั้งหมดเคลื่อนย้ายมาแล้ว 32 ครั้ง
สำหรับอายุของช้างเรายืนยันอายุอยู่ระหว่าง 15-20 ปี สำหรับวิธีการประเมินอายุช้าง โดยดูจากลักษณะภายนอกของช้าง สามารถดูได้จากกระตรงหูและกระสีขาวตรงขอบหู ถ้ามีกระมากๆ แสดงว่าช้างมีอายุเยอะ รวมถึงดูลักษณะของรอยพับจากด้านบนหู
นอกจากนี้ยังมีรายงานและภาพยืนยันว่า ช้างมีน้ำมันหรืออาการตกมันซึ่งมีภาพยืนยันจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภูเวียง ว่าช้างมีอาการตกมัน โดยช้างตัวผู้ที่ตกมันจะเป็นช้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป รวมถึงสามารถประเมินได้ตามหลักสถิติคือขนาดของรอยเท้าเส้นรอบวงของรอยเท้าคูณสองจะได้ความสูงของช้าง เมื่อเทียบกับหลักสถิติแล้วความสูงของช้างคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.40 เมตร ซึ่งช่วงอายุที่เป็นไปได้คือ 15- 20 ปี
ด้าน นางสาวกิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ชี้แจงประเด็นการใช้ยาและผลชันสูตรว่า เรายิงยาซึมในปริมาณที่คำนวณจากน้ำหนักตัว 2-2.5 ตัน และความสูง 2.44 เมตร ซึ่งสอดคล้องกับวัยเจริญพันธุ์ของช้างช่วงอายุ 15-20 ปี โดยมีการให้ยาซึม 4 เข็ม แต่ระหว่างการเคลื่อนย้าย ช้างมีอาการตื่นตัวผิดปกติและร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้ทีมสัตวแพทย์จะเข้าช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม จำนวน 1 เข็ม รวมเป็น 5 เข็ม และการกู้ชีพ (CPR) แต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรเบื้องต้นพบว่าเกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเนื่องจากการสำลักอาหารอุดตันที่หลอดลม ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากความเครียดสะสม
สัตวแพทย์หญิง กิตติยาภรณ์ ยังระบุถึงความยากลำบากในการทำงานว่า “การอดอาหารช้างป่า 10-15 ชั่วโมงก่อนวางยานั้นเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะเราไม่สามารถเดินไปบอกช้างให้หยุดกินได้ เราจึงเสนอแนวทางใหม่คือการศึกษา 'นาฬิกาชีวิต' หรือช่วงเวลาที่ช้างพักผ่อนและเริ่มย่อยอาหาร (03.00-05.00 น.) เพื่อใช้เป็นช่วงเวลาทองในการเข้าปฏิบัติงาน รวมถึงจะมีการตรวจสอบการใช่ยาและสารคัดหลั่งอย่างโปร่งใสเพื่อยกระดับมาตรฐานการใช้ยาในอนาคต
อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมย้ายช้างของกรมอุทยานฯ มีประสบการณ์ย้ายช้าง มาแล้วทั้งหมด 32 ครั้ง แบ่งเป็นพื้นที่ภาคตะวันออก 22 ตัว ภาคใต้ 5 ตัว และตามคำสั่งศาล 3 ครั้ง ประกอบด้วย พลายไข่นุ้ย พลายแท้งค์ และสีดอหูพับ
อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุขึ้น ก็ต้องมาทบทวนกันว่ามาตรการย้ายช้าง ต่อไปจะต้องทำอย่างไร ซึ่งก็ยังมีความจำเป็นต้องย้าย แต่ตราบใดที่เรายังถอดบทเรียนไม่ได้ มาตรการย้ายช้าง อาจต้องชะลอไปก่อน จนกว่าเราจะได้ผลการวินิจฉัยที่ชัดเจน ซึ่งในอนาคตหากเราไม่มีการย้ายช้าง จะมีปัญหาเรื่องการเข้าไปรักษาช้าง ดูแลช้างได้อย่างไร อีกประเด็นคือ เราจะไปช่วยเหลือประชาชน ชุมชน ที่ได้รับความเสียหายอย่างไร
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีความกดดันมาก พี่น้องประชาชน ที่ได้รับความเสียหาย ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จะกดดันเจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม่ย้ายออกไป เราพยายามอธิบายเหตุผล และชี้แจงให้เห็นว่า เราต้องพร้อมถึงจะทำ ณ วันนี้ ผลกระทบจากช้างป่าที่เกิดกับพี่น้องประชาชน นับวันจะยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง เราทำงานร่วมกับจังหวัด คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยเรื่องแก้ไขปัญหาช้างป่า รวมไปถึงคณะกรรมการจัดการช้างชาติ ซึ่งพยายามเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งสองฝ่าย
"การช่วยเหลือช้าง ก็เหมือนการช่วยเหลือคน การช่วยเหลือคน ก็เหมือนการช่วยเหลือช้าง ไม่ได้หมายความว่ากรมอุทยานฯ ให้ความสำคัญกับคนมากกว่าช้าง หรือไม่รักช้าง หรือให้ความสำคัญช้างน้อยกว่าคน จริงๆ แล้วเราทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มาโดยตลอด สำนึกในการดูแล รักษาทรัพยากรสัตว์ป่า เป็นเรื่องที่อยู่ในอุดมการณ์ของเราอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าวันนี้เราต้องช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย ช้างที่ออกมาทำร้ายพี่น้องประชาชน กว่า 90% ออกมาทำร้ายนอกเขตป่าอนุรักษ์ มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้ว 276 คน (พ.ศ. 2555-ปัจจุบัน)" นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพล ยังกล่าวอีกว่า เรามีมาตรการตั้งแต่ดูแลพื้นที่ให้ช้างอยู่ในพื้นที่ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะเอาเขาอยู่ไว้ในป่าได้ตลอด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก มีช้างออกมานอกพื้นที่เขตป่า ประมาณ 75% และออกไปไกลหลาย 10 กม. จนสร้างความเสียหายกับพี่น้องประชาชน หรือถ้ายย้ายถิ่นฐานเป็น 100 กม. เหมือนสีดอหูพับ ค่อยๆ เดินจากภูหลวง มาที่ภูเวียง เราจะใช้วิธีการผลักดันกลับไปก่อน แต่เมื่อทำไม่ได้แล้ว ก็ต้องใช้วิธีการเคลื่อนย้าย หลายๆ ครั้งที่มีการย้ายช้าง ด้วยข้อเรียกร้องจากทางจังหวัด ประชาชน ร้องเรียนขอให้ย้ายช้างออกไป แต่ที่ผ่านมาเราทำงานแบบอดหลับอดนอน เหน็ดเหนื่อยมาตลอด ก็สามารถทำมาได้จนถึง 32 ครั้ง ที่ไม่เกิดความเสียหาย จนกระทั่งมาถึงครั้งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาถอดบทเรียนให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
"พวกเราเสียใจทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะช้างตาย แม้แต่คนตายทุกครั้ง เราก็รู้สึกเสียใจ หดหู่ทุกครั้ง ว่าจะแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างไร ก็พยายามทำมาตรการ และขอรับสนับสนุนจากงบกลางของรัฐบาล มาเยียวยาพี่น้องประชาชน อย่างเป็นธรรม ผมไม่อยากให้มองว่าพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ผิดทั้งหมด ไปรุกป่า หรือไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ อยากให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าทุกวันนี้ช้างที่ออกมานอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ออกมาไกลมาก เราต้องมองทั้งสองด้าน ไม่อยากให้คนกับช้างต้องมากระทบกระทั่งกัน" นายอรรถพล กล่าว
ฟังการแถลงทั้งหมด



