
ทีมสัตวแพทย์ ตั้งโต๊ะแถลง เปิดไทม์ไลน์ ยิงยาซึม "สีดอหูพับ" กี่ครั้ง
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8 (ขอนแก่น) ตั้งโต๊ะแถลง การเสียชีวิตช้างป่า "สีดอหูพับ" น้อมรับความผิดพลาด เปิดไทม์ไลน์ ยิงยาซึมกี่ครั้ง
5 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8 (ขอนแก่น) ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายณัฐวัฒน์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8 (ขอนแก่น) พร้อมด้วย นายนเรศ ชมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น, สัตวแพทย์หญิงนันทิตา รักษาชาติ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า, สัตวแพทย์หญิงศุภลักษณ์ ประจันทร์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี และ สัตวแพทย์หญิงอารียา ปอมโคก สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8 (ขอนแก่น)
ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น กรณีช้างป่า "สีดอหูพับ" เพศผู้ อายุประมาณ 15-20 ปี เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ตามคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่น เมื่อช่วงดึกของวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา
ช่วงแรกของการแถลงข่าว นายณัฐวัฒน์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8 (ขอนแก่น) ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับการสูญเสียช้างป่าสีดอหูพับ และเหตุผลความจำเป็นในการที่จะต้องเคลื่อนย้ายช้างออกจากพื้นที่ ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ ปัญหาช้างป่าทำร้ายประชาชน และ คำสั่งของศาลปกครอง โดยระบุด้วยว่า การดำเนินการครั้งนี้ก็เพื่อหวังจะลดความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการวางแผนอย่างรัดกุม มีทีมสัตวแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวกรมอุทยานฯ เช่นกัน
เราไม่ได้อยากให้เกิดความสูญเสียใดๆ ไม่ว่าจะเป็นต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน หรือชีวิตของสัตว์ป่าที่เราหน้าที่ปกป้อง เหตุการณ์ในครั้งนี้ หน่วยงานขอน้อมรับไว้ด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง และขออภัยต่อพี่น้องประชาชน สมาคมอนุรักษ์ฯ และผู้ติดที่ติดตามข่าวสารทุกท่าน ที่ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่วางไว้ อีกทั้งยังน้อมรับความผิดพลาด และจะนำทุกข้อเสนอแนะรวมถึงคำวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชน มาเป็นบทเรียนในการปรับปรุงมาตรฐานการทำงานให้มีความรัดกุมและปลอดภัยต่อชีวิตสัตว์ป่ามากขึ้น
จากนั้น ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชน สอบถามในประเด็นต่าง ๆ ที่สังคมตั้งคำถาม โดยหนึ่งในคำถามสำคัญที่สื่อมวลชนได้สอบถาม คือ ไทม์ไลน์ในการยิงยาซึมช้างสีดอหูพับ จำนวนการยิงยาทั้งหมดกี่ครั้ง และแต่ละครั้งมีการใช้ปริมาณยาเท่าใด
ทีมสัตวแพทย์ที่ร่วมแถลงข่าว กล่าวว่า ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการยิงยาซึม เข็มที่ 1 ในเวลา 19.00 น. โดยใช้ปริมาณยา จำนวน 13 ซีซี เป็นการคำนวณจากน้ำหนักตัวของช้างป่าสีดอหูพับ ประมาณ 2 ตัน แต่หลังจากยิงยาเข็มแรก ช้างยังมีการเคลื่อนที่ไปมาในป่าอ้อย ทำให้ยากต่อการเข้าควบคุมของเจ้าหน้าที่ ทีมสัตวแพทย์จึงต้องยิงยาซึมเข็มที่ 2 ในเวลา 19.45 น. ใช้ปริมาณยาซึม จำนวน 3 ซีซี
หลังจากถูกยิงยาซึมเข็มที่ 2 ช้างสีดอหูพับ ก็เริ่มเดินออกจากป่าอ้อยมายังพื้นที่โล่ง แต่พบว่าช้างยังมีแรงที่จะเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าควบคุม จึงทำการยิงยาซึม เข็มที่ 3 เวลา 20.04 น. ปริมาณยา จำนวน 3 ซีซี ก่อนที่จะทำการดับไฟและสังเกตดูพฤติกรรมและการหายใจของช้าง ซึ่งการยิงยาเข็มที่ 3 เจ้าหน้าที่เริ่มที่จะเข้าใกล้และสามารถผูกช้างและชักจูงช้างขึ้นรถบรรทุกได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการฉีดยาวิตามิน เพื่อลดภาวะ capture myopathy หรือสภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย
แต่ระหว่างนั้น ช้างสีดอหูพับ มีการปัสสาวะขับยาออกมาเรื่อย ๆ และในช่วงนั้น เจ้าหน้าที่ได้มีการนำรถแบคโฮและรถบรรทุกเข้ามาในพื้นที่เพื่อที่จะขนย้ายช้าง ทำให้เกิดการรบกวนช้าง ประกอบกับฤทธิ์ยาซึมที่ถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ช้างป่าสีดอหูพับ เริ่มกลับมามีปฏิกิริยาอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการผูกขาช้าง เพื่อรอนำขึ้นรถบรรทุก แต่ช้างสีดอหูพับได้ตื่นขึ้นมา จึงได้ฉีดยาซึมอีกครั้ง เป็นเข็มที่ 4 ในเวลา 21.02 น. ปริมาณยาซึม จำนวน 3 ซีซี พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ ได้ทำการเจาะเลือดเพื่อประเมินสุขภาพของช้างร่วมด้วย
กระทั่งเวลา 22.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถนำช้างขึ้นรถบรรทุกได้สำเร็จ และได้ฉีดยาเป็นเข็มที่ 5 ในเวลา 22.36 น. ปริมาณยาซึม จำนวน 3 ซีซี ซึ่งการฉีดยาแต่ละรอบ เจ้าหน้าที่ได้ประเมินจากปฏิกิริยาของช้าง เป็นการเติมยาเพื่อประคองให้ช้างนิ่งในระดับที่เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีช่วงระยะเวลาที่ช้างสีดอหูพับได้รับยาซึม โดยเฉพาะในเข็มที่ 2 และ 3 ที่ช้างอยู่ในภาวะซึม แต่เหตุใดยังไม่สามารถนำช้างขึ้นรถออกจากพื้นที่ได้ จนต้องมีการเติมยาเป็นเข็มที่ 4 ทีมสัตวแพทย์ ตอบว่า ในช่วงเวลาที่ช้างสีดอหูพับได้รับยาเข็มที่ 3 ทำให้ช้างมีการซึมและนิ่งจนเจ้าหน้าที่สามารถผูกเชือกได้ แต่ด้วยบริเวณที่เจ้าหน้าที่ทำการขุดดินเป็นคลองลึกลงไปในจุดแรกที่ทำไว้ เพื่อให้กระบะของรถบรรทุกจอดเทียบเสมอกับพื้นดินที่ช้างจะเดินขึ้น เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้รถบรรทุกลงไปไม่ได้ จึงทำให้ต้องมีการขุดดินเป็นคลองในที่ใหม่ ทำให้เสียเวลาในตรงนี้ไป จึงต้องฉีดยาเข็มที่ 4 เพราะขณะเตรียมพื้นที่อยู่นั้น ช้างสีดอหูพับเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ยืนยันว่า การให้ยาแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่ได้มีการประเมินจากการตอบสนองของช้างร่วมด้วย



