
ไฟลามทุ่ง นครนายก เริ่มคลี่คลาย ผู้ว่าฯ สั่งล่าตัว-เอาผิดมือเผา
ไฟลามทุ่ง "นครนายก" เริ่มคลี่คลาย ผู้ว่าฯ สั่งล่าตัว-เอาผิดมือเผา พร้อมหาวิธีช่วยเกษตรกร จัดการตอซังข้าว
จากกรณีเกิดไฟลามทุ่ง ในพื้นที่ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก กว่า 10,000 ไร่ ตั้งแต่ช่วงเย็น วันที่ 27 ม.ค. 2569 ต่อมานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยระหว่างการไลฟ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยแจ้งเตือนว่ามีกลุ่มควันจากด้านตะวันออก เคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ทำให้ฝุ่นเกิดการสะสมอาจทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มพุ่งสูง ตั้งแต่เมื่อคืนเป็นต้นไป
28 ม.ค. 2569 ที่ ศาลา วัดลำบัวลอย นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วย ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เปิดเผยความคืบหน้าการดับไฟ ว่า ปัจจุบันยังมีคงมีไฟหลงเหลืออยู่ในนาในพื้นที่หมู่ 1 3 4 และ 5 (บางส่วน) ของตำบลท่าเรือ และพื้นที่หมู่ 6 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก
เช้าวันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้แนะนำให้นายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี ในฐานะผู้บัญชาเหตุการณ์จัดกำลังลงคลี่คลายสถานการณ์ดับไฟในทุ่งนา โดยระดมรถน้ำ รถดับเพลิงจากทั้งจังหวัด มาได้ทั้งหมด 27 คัน พร้อมคนทำงานมากกว่า 200 คน จากนั้นได้แบ่งพื้นทื่และจัดกำลังออกเป็น 3 ชุด กระจายในการทำงานดับไฟ โดยใช้วิธีการป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้าบ้านคน สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าลดลงไปมากกว่าเมื่อวาน คาดว่าวันนี้น่าจะจบ หากไม่มีการจุดไฟเพิ่ม
ส่วนขั้นตอนการเอาผิดกับผู้จุดไฟเผา ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการทางตำรวจ พนักงานสอบสวน ประสานเจ้าของที่นา ที่ปล่อยให้คนเช่า มาให้ปากคำเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป
อย่างไรก็ตามทางจังหวัด ได้มอบหมายให้นายอำเภอและผู้ใหญ่บ้าน เร่งเข้าชี้แจงและทำความเข้าใจให้กับชาวบ้าน ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศปิด ขอให้ชาวบ้านและเกษตรกรหยุดเผา ซึ่งจังหวัดฯ ยืนยันว่าเห็นใจทุกฝ่าย เห็นใจชาวนา เนื่องจากพื้นที่ตำบลท่าเรือ เป็นนาข้าวน้ำลึกตอซัง ข้าวสูงท่วมหัว ถ้าใช้การไถแบบปกติไถไม่ออก ทางจังหวัดนครนายก กรุงเทพมหานคร และทุกหน่วยงาน พยายามค้นหาวิธีต่างๆ ที่สามารถดำเนินการด้วยวิธีการง่ายๆ แทนการเผา โดยการลดต้นทุน
ส่วนเรื่องคดี ทางจังหวัดไม่ได้ต้องการให้ชาวบ้านต้องติดคุก เพราะเราได้ขอกัน ทุกครั้งที่มีการเผา ทางจังหวัดได้ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปกล่าวโทษ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะนี้เป็นความผิดทางอาญาแผ่นดิน แม้ไม่มีผู้เสียหายในการร้องทุกข์ แต่สามารถกล่าวโทษได้ และได้มีการตามคดีทุกเย็นในการประชุมร่วมกันตำรวจและอำเภอ



