
กรมควบคุมโรค เฝ้าระวัง "ไวรัสนิปาห์" ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ สั่งกักตัวนับร้อย
อินเดีย กักตัวนับร้อยหลัง "ไวรัสนิปาห์" ในเวสต์เบงกอล บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ 5 ราย อาการโคม่า ขณะที่ กรมควบคุมโรค สั่งเฝ้าระวังเข้ม อัตราตายสูง ยังไม่มีวัคซีนรักษา
23 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความระบุว่า "กรมควบคุมโรค เฝ้าระวัง ‼ ไวรัสนิปาห์ ในประเทศอินเดีย อย่างใกล้ชิด เร่งประสานเครือข่าย One Health ป้องกันการระบาด" โดยปัจจุบันยังไม่มีการพบผู้ป่วยในไทย
ขณะที่ เพจ หมอแล็บแพนด้า โพสต์ะรุบว่า "อินเดียเตือน!! ‘ไวรัสนิปาห์’ ยืนยันพบ 5 ราย ผู้ป่วย 2 รายแรก เป็นพยาบาลชายและหญิง รพ.แห่งหนึ่งในบาราซัต อาการโคม่า ต่อมาพบเพิ่มอีก 3 ราย เป็นแพทย์ 1 ราย พยาบาล 1 ราย และจนท.สาธารณสุข 1 ราย ติดต่อจากสัตว์สู่คน(ค้างคาว หมู) และคนสู่คนได้"
ทั้งนี้รายงานจากสำนักข่าว The Independent รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียได้รับยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบพยาบาลจำนวน 2 ราย ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (NiV) เพิ่ม โดยเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือดขั้นวิกฤต (ICCU) และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเนื่องจากมีอาการสมองอักเสบรุนแรง โดยขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อล่าสุดรวมเป็น 5 ราย
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรมอนามัยรัฐเบงกอลตะวันตกกล่าวว่า อาการของพยาบาลชายดีขึ้น แต่พยาบาลหญิงยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต ทั้งสองคนกำลังได้รับการรักษาในห้อง ICCU
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐเบงกอลตะวันตกไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์มานานถึง 19 ปี ครั้งสุดท้ายระบาดเมื่อปี 2550 การกลับมาครั้งนี้สร้างความกังวลให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-75% และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่จำเพาะเจาะจง
โดยขณะนี้รัฐบาลกลางอินเดีย สั่งให้ทีมตอบโต้การระบาดฉุกเฉินระดับชาติ ลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 2569 เพื่อวางระบบการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ยีนของไวรัส พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบพาหะนำโรคจากสัตว์สู่คน โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ในวงศ์ Pteropodidae ซึ่งเป็นพาหะธรรมชาติของไวรัสชนิดนี้ พร้อมเตือนหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า และงดบริโภคผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดแทะ
ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus)
1.ติดต่อจากสัตว์สู่คน ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของค้างคาว หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
2.อาการ: ไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน และอาจลุกลามเป็นสมองอักเสบเฉียบพลัน ทำให้เกิดอาการสับสน โคม่า และเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น
3.ขณะนี้ ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาเฉพาะทาง การรักษายังคงเป็นการประคับประคองตามอาการ



