ข่าว

กต. เชิญอุปทูตสหรัฐฯ เคลียร์ปมระงับวีซ่าถาวร หลังไทยติดโผ 75 ประเทศ

กต. เชิญอุปทูตสหรัฐฯ เคลียร์ปมระงับวีซ่าถาวร หลังไทยติดโผ 75 ประเทศ

15 ม.ค. 2569

รมว.กต.ไทยไม่นิ่งนอนใจ เชิญอุปทูตสหรัฐฯ ชี้แจงปมระงับวีซ่าถาวร ชี้เหมารวมไทย "ไม่เป็นธรรม-กระทบสัมพันธ์"

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศระงับการออกวีซ่าผู้อพยพ (immigrant visa) จาก 75 ประเทศ ซึ่งเป็นการขยายมาตรการปราบปรามการเข้าเมืองของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยในกลุ่ม 75 ประเทศนี้ รวมถึงประเทศไทยด้วย 

แต่มาตรการนี้ไม่มีผลกับวีซ่าที่ไม่ใช่ผู้อพยพ เช่น วีซ่านักเรียนและวีซ่าท่องเที่ยว เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.นี้ 

 

 

 

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ช่วงเช้าได้เชิญอุปทูตของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าหารือ เพื่อขอความชัดเจน ที่มา เหตุผล และความหมายของมาตรการดังกล่าว มีขอบเขตและระยะเวลาอย่างไร เนื่องจากเป็นประกาศที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไทยไม่ได้คาดการณ์มาก่อน

 

โดยอุปทูตสหรัฐฯ ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และอยู่ระหว่างประสานงานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

 

เบื้องต้นการระงับดังกล่าว จำกัดเฉพาะวีซ่าถาวร (Immigrant Visas) ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีเป้าหมายพำนักระยะยาว ทำงานถาวร หรืออาจมุ่งขอสัญชาติอเมริกันในอนาคต ไม่ได้ครอบคลุมวีซ่าชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือ นักศึกษา

 

 

 

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า มาตรการนี้ ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกถาวร แต่เป็นการระงับการพิจารณาไว้ชั่วคราว เพื่อให้ฝ่ายสหรัฐทบทวนกระบวนการและสถานการณ์ในภาพรวม 

 

ส่วนเหตุผลการระงับนั้น มาจากภาระงบประมาณในการดูแลผู้อพยพ ซึ่งบางส่วนต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการของรัฐ และอาจกระทบต่อสวัสดิการของประชาชนอเมริกัน สอดคล้องกับนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน 

 

 

 

นอกจากนี้นายสีหศักดิ์ แสดงความกังวลและไม่สบายใจต่อแนวทางดังกล่าว มองว่า การเหมารวมประเทศถึง 75 ประเทศไว้ในกลุ่มเดียวกัน ไม่สะท้อนความเป็นจริง และไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทย พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมสหรัฐฯไม่พิจารณาเป็นรายประเทศ เนื่องจากบริบทและสถานการณ์ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน

 

 

หากพิจารณาข้อเท็จจริง จะเห็นว่าจำนวนคนไทยที่พำนักในสหรัฐอย่างผิดกฎหมายมีไม่มาก เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งคนไทยจำนวนมากในสหรัฐประกอบอาชีพสุจริต เป็นแรงงานวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของสหรัฐ

 

 

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งสัญญาณเชิงลบต่อความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศเพิ่งยืนยันเดินหน้าความร่วมมือร่วมกัน หลังผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯเพิ่งเดินทางเยือนไทยไม่นาน และย้ำว่าไทยเป็นพันธมิตรสำคัญและยาวนานที่สุดของสหรัฐในภูมิภาค 

 

 

พร้อมยกตัวอย่างการลงทุนของบริษัทไทยในสหรัฐ อาทิ บ้านปู ไทยซัมมิท ไทยยูเนี่ยน และกลุ่มซีพี ซึ่งสร้างการจ้างงานให้ชาวอเมริกันนับหมื่นตำแหน่ง รวมถึงแผนการลงทุนเพิ่มเติมภายใต้กรอบความตกลงทางเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการเจรจา ดังกล่าวมาตรการดังกล่าวจะคุ้มค่าหรือไม่ หากสร้างความรู้สึกเชิงลบต่อคนไทยและสวนทางกับทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้า

 

 

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่ากระทรวงการต่างประเทศจะติดตามคำชี้แจงเพิ่มเติมจากฝ่ายสหรัฐอย่างใกล้ชิด และจะแจ้งความคืบหน้าให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบต่อไป