
แฟนคลับเศร้า! "พังข้าวต้ม" กลับดาวช้าง เผยอาการก่อนจากไป
แฟนคลับเศร้า! "พังข้าวต้ม" ลูกช้างป่าพลัดหลง กลับดาวแล้ว สาเหตุการตายเบื้องต้น สัตวแพทย์วินิจฉัย ว่าเกิดจากภาวะตับวายเฉียบพลัน
13 ม.ค. 2569 หนูนา-กัญจนา ศิลปอาชา แจ้งข้าวเศร้า "พังข้าวต้ม" ลูกช้างป่าพัดหลง กลับดาวแล้ว โดยระบุว่า ข้าวต้มน้อยค่อยๆ หลับ และจากไปอย่างสงบ สู่ภพภูมิที่สูงนะลูกคนเก่ง ป้ารักหนู
ล่าสุด ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานแจ้งว่า ลูกช้างป่า เพศเมีย ชื่อข้าวต้ม อายุ 3 เดือน 23 วัน ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ เวลา 15.40 น.
โดยวันนี้ทีมสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่จะทำการชันสูตรเพื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม และทำการฝังกลบตามหลักวิชาการ ณ สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการชันสูตรเป็นอย่างไรสัตวแพทย์จะรายงานเพื่อทราบต่อไป
สาเหตุการตายเบื้องต้น สัตวแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากภาวะตับวายเฉียบพลัน โดยพิจารณาจากวิการเดิมที่ลูกช้างป่าข้าวต้มมีปัญหาที่ตับซึ่งมีความผิดปกติตั้งแต่เริ่มทำการรักษาลูกช้างป่าข้าวต้ม
สำหรับ "พังข้าวต้ม" เป็นลูกช้างป่า เพศเมีย เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2568 มีชาวบ้านไปพบในสภาพอ่อนแรงและบาดเจ็บ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เข้าช่วยเหลือ และตั้งชื่อว่า "ข้าวต้ม" เนื่องจากได้ป้อนน้ำข้าวต้มเพื่อให้พลังงาน และในวันที่ 22 ก.ย. 2568 กรมอุทยานฯ เคลื่อนย้ายลูกช้างไปยังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี
จากการตรวจร่างกายเบื้องต้น ณ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก พบว่า "พังข้าวต้ม" มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ น้ำหนัก 118 กิโลกรัม ข้อเท้าหน้าทั้งสองข้างมีลักษณะผิดรูป ไม่สามารถเหยียดตรงได้ และมีอาการเจ็บเมื่อสัมผัสบริเวณสะโพก
ต่อมา 16 พ.ย. 2568 สัตวแพทย์หญิง ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เดินทางมาตรวจอาการข้าวต้มเพิ่มเติม ด้วยการอัลตราซาวด์ละเอียด ซึ่งพบภาวะที่น่าเป็นห่วง 2 ประการคือ
- 1. ตับมีภาวะพังผืด (Hepatic Fibrosis) เป็นความผิดปกติของเนื้อเยื่อตับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
- 2. หัวใจโตกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต
และล่าสุด 12 ม.ค. 2569 สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เปิดเผยความคืบหน้าการดูแลรักษา "น้องข้าวต้ม" สามารถกินนมได้ทั้งจากขวดนมและการป้อนด้วยไซริ้ง แม้ปริมาณจะยังน้อยกว่าที่สัตวแพทย์คำนวนไว้ ขณะที่การขับถ่ายเป็นไปตามปกติ โดยเฉพาะอุจจาระมีลักษณะดีขึ้น มีเนื้อครีมมากขึ้น และไม่พบเยื่อเนื้อลำไส้ลอกหลุดอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม น้องข้าวต้มยังมีอาการอ่อนแรงในช่วงกลางคืน และมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติเล็กน้อยในบางช่วงเวลา ทำให้สัตวแพทย์ต้องให้ออกซิเจนเสริมในช่วงกลางคืน นอกจากนี้ ยังพบหนองเล็กน้อยจากอวัยวะเพศ 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา
ทีมสัตวแพทย์ดำเนินการรักษาอย่างเข้มข้น ประกอบด้วย การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำทุกวัน การให้วิตามิน ยาบำรุงตับ ยาลดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร และแคลเซียมผสมวิตามินรวม พร้อมทั้งดูแลรักษาแผลและแผลกดทับด้วยการทายาและเลเซอร์บำบัด
นอกจากนี้ ทีมสัตวแพทย์ยังทำการนวดและยืดเหยียดขาหน้าของน้องข้าวต้มเป็นประจำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ช่วยพยุงตัวและพลิกกลับตัวทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันแผลกดทับ และสัตวแพทย์ได้เจาะเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม



