ข่าว

น้อมกราบอาลัย "หลวงปู่แผ้ว ปวโร" ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริอายุ 103 ปี

น้อมกราบอาลัย "หลวงปู่แผ้ว ปวโร" ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริอายุ 103 ปี

17 ธ.ค. 2568

เพจ "วัดรางหมัน" แจ้งข่าวเศร้า ให้ศิษยานุศิษย์รับทราบ น้อมกราบอาลัย "หลวงปู่แผ้ว ปวโร" ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริอายุ 103 ปี

เพจ "วัดรางหมัน" อำเภอกำแพงแสน จ.นครปฐม โพสต์แจ้งข่าวเศร้า ให้ศิษยานุศิษย์รับทราบ ขอน้อมถวายความอาลัย พระราชมงคลวชิราคม (หลวงปู่แผ้ว ปวโร) แห่งวัดรางหมัน ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได้ถึงแก่มรณภาพ วันพุธที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 ณ กุฎิร่มเย็น เวลา 00.01 น. สิริอายุ 103 ปี โดยศิษยานุศิษย์ และผู้มีจิตศรัทธา สามารถเข้ากราบสารีระ และร่วมกันน้อมส่งดวงจิตหลวงปู่ ได้ที่ กุฏิร่มเย็น วัดรางหมัน

 

สำหรับกำหนดการ พิธีทรงน้ำหลวงอาบศพ พระราชมงคลวชิราคม อุดมธรรมสุทิน (หลวงปู่แผ้ว ปวโร)

 

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 

  • ณ กุฏิร่มเย็น วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน)
  • เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ากราบสรีระสังขาร ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
  • พิธีทรงน้ำหลวงอาบศพ เริ่มเวลา 16.15 น.


จึงขอเรียนเชิญศิษยานุศิษย์และผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และน้อมส่งดวงจิตหลวงปู่สู่สัมปรายภพด้วยความอาลัยยิ่ง

 

หมายเหตุ : ขอความร่วมมือแต่งกายสุภาพเรียบร้อย และปฏิบัติตามแนวทางของทางวัดอย่างเคร่งครัด

 

น้อมกราบอาลัย "หลวงปู่แผ้ว ปวโร" ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริอายุ 103 ปี

สำหรับประวัติ ของ หลวงปู่แผ้ว ปวโร วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) พระเกจิชื่อดัง แห่งเมืองกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม  ท่านมีชื่อว่า แผ้ว บุญวัตร ซึ่งเป็นชื่อและสกุลเดิมของ หลวงปู่แผ้ว  ท่านชื่อเล่น แกละ เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2466 ตรงกับวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน ณ หมู่บ้านหลักเมตร ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม บิดาชื่อพาน มารดาชื่อ จุ้ย จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 3 จากโรงเรียนวัดหนองม่วง ต.เตาอิฐ อ.บางแพ จ.ราชบุรี

และเมื่อท่านอายุได้ 2 ขวบ ทางครอบครัวก็ได้ย้ายไปอยู่ ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน ยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก พ่อแม่ถือเป็นคนใจบุญ สนทนาธรรมะกับพระมิได้ขาด กระทั่งปี 2475 โยมพ่อได้ฝากไปเป็นศิษย์วัดหนองม่วง ต.เตาอิฐ เพื่อให้ได้เรียนหนังสือกับพระสงฆ์ โรงเรียนสมัยนั้นจะอยู่ในวัดและพระเป็นครูสอน เด็กชายแกละจึงอยู่ในความดูแลจากหลวงพ่อหงส์ เจ้าอาวาสวัดหนองม่วง แต่ก็ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะต้องออกมาช่วยงานทางบ้าน

เมื่ออายุ 20 ปี  หลวงปู่แผ้วได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2486 ณ วัดหนองปลาไหล อ.กำแพงแสน โดยมี พระครูสุกิจธรรมสร(พระอธิการหว่าง ธมมสโร) วัดกำแพงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการปาน อารกฺโฆ วัดหนองปลาไหล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสนั่น วัดหนองปลาไหล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ต่อมาในปี 2497 จำพรรษาอยู่ที่วัดสว่างชาติประชาบำรุง ต.กำแพงแสน มีอาจารย์สุนทร ชิตะมาโร เป็นเจ้าอาวาส
 

น้อมกราบอาลัย "หลวงปู่แผ้ว ปวโร" ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริอายุ 103 ปี

หลวงปู่แผ้ว ได้ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยอย่างมุ่งมั่น จนสอบได้ถึงนักธรรมเอก หน้าที่รับผิดชอบยังคงเป็นครูสอนพระนักธรรมแก่พระภิกษุและสามเณร ต่อมาเจ้าอาวาสวัดได้ลาสิกขา ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง 1-2 ปี ชาวบ้านรวมทั้งพระภิกษุและสามเณรต้องการให้ หลวงปู่แผ้ว ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส แม้หลวงปู่จะไม่ยินดีเท่าใดนัก

หลวงปู่แผ้ว ได้จำพรรษาที่วัดกำแพงแสน มาตั้งแต่ปี 2502 จนถึงปี 2551 ต่อมาในวันที่ 31 มีนาคม 2551หลวงปู่แผ้วได้ย้ายมาจำพรรษาที่ วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จ.นครปฐม จนถึงปัจจุบัน

สำหรับวิทยาคมอันเข้มขลังที่ หลวงปู่แผ้ว ใช้นั่งบริกรรมระหว่างนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล ล้วนแต่เป็นวิทยาคมของ หลวงพ่อหว่าง ธัมมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดกำแพงแสน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจาก หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก อีกทอดหนึ่ง ในช่วงที่ หลวงพ่อหว่าง ธัมมสโร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกำแพงแสน ท่านมีความเชี่ยวชาญเรื่องยาสมุนไพรและแพทย์แผนโบราณ

วัตถุมงคลของท่านก็เข้มขลังเป็นที่นิยม ทั้งนี้ หลวงปู่แผ้ว ได้ศึกษาอยู่กับหลวงพ่อหว่างจนกระทั่งท่านได้มรณภาพ เมื่อได้รับกิจนิมนต์นั่งปรก จึงนำวิชาของหลวงพ่อหว่างใช้รวมกับวิชาวิปัสสนากรรมฐานที่ได้เรียนมาที่วัดมหาธาตุฯ สนามหลวง มาใช้บริกรรมคาถา เพื่อให้เกิดความเข้มขลัง

สำหรับคาถาเสกวัตถุมงคลเข้มขลัง หลวงปู่แผ้ว บอกว่า มีบทเดียว แต่สร้อยของคาถามีหลายแบบ เช่น อาจจะบริกรรมว่า “พุทธังหลีก ธัมมังหลีก สังฆังหลีก” บ้างก็บริกรรมว่า “พุทธังแหวก ธัมมังแหวก สังฆังแหวก” หรืออาจจะบริกรรมว่า “พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด”

หลวงปู่แผ้วกล่าวว่า “ตำราคาถาของวัดและสำนักต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เป็นของเดิมที่สืบทอดจากครูบาอาจารย์ในอดีต หลายคนท่องคาถาถูกต้องตามอักขระชัดเจน แต่เหนือสิ่งอื่นใดจิตต้องนิ่งเป็นสมาธิ คาถาจึงมีความเข้มขลัง ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส ถ้าจิตนิ่งเป็นสมาธิ บริกรรมคาถาบทใดก็เข้มขลัง ที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องตั้งอยู่ในศีลมั่นอยู่ในธรรม”