
ทำไม “ผู้นำไทย” ไม่ลาออก แม้ถูกวิจารณ์บริหารภัยพิบัติผิดพลาด?
เปิดเหตุผลทำไม “ผู้นำประเทศไทย” จึงไม่ยอมลาออก แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์บริหารภัยพิบัติผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ?
จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการภัยพิบัติของผู้นำประเทศไทย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ว่าสุดท้ายแล้วจะรับผิดชอบอย่างไร สมควรลาออกหรือไม่? ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ในหลายๆ ประเทศทั้งในเอเชียรวมถึงยุโรป ผู้นำตัดสินใจลาออกไปแล้ว อย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้..... เพราะเหตุใด “ผู้นำประเทศไทย” ไม่ลาออก แม้ถูกวิจารณ์บริหารภัยพิบัติผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ?
1. ระบบการเมืองไทยไม่ให้แรงกดดัน “ตรง” เหมือนญี่ปุ่น–เกาหลี–ยุโรป การลาออกของผู้นำถือเป็น “ธรรมเนียมปกติ” เวลาถูกสังคมมองว่าบริหารพลาด แต่ในไทยแรงกดดันเชิงสถาบันไม่รุนแรงเท่าที่อื่น เพราะพรรคการเมืองยังสนับสนุนแกนนำ ระบบในไทยมักคุ้มครองหัวหน้ารัฐบาลตราบเท่าที่พรรคร่วมยังไม่ถอนตัว และระบบสภาไม่ทำงานแบบ “ตรวจสอบแล้วผู้นำอยู่ไม่ได้” ประเทศที่ผู้นำลาออกส่วนใหญ่มีระบบที่ สภาแข็งแรง ฝ่ายค้านสามารถผลักดัน “ไม่ไว้วางใจแล้วผู้นำต้องไป” แต่ในไทยมักไม่เกิดผลลัพธ์เดียวกัน
2. วัฒนธรรมการเมืองไทยไม่ได้ยึด “การรับผิดชอบด้วยการลาออก” เป็นหลัก ในญี่ปุ่น–เกาหลี การลาออกคือ เครื่องมือแสดงความรับผิดชอบทางศีลธรรม แม้ไม่ได้เป็นคน “ทำให้เกิดเหตุ” โดยตรง แต่ในไทยการลาออกมักถูกมองว่า “ยอมแพ้ทางการเมือง” ไม่ใช่การแสดงภาวะผู้นำ จึงไม่ใช่วิธีที่นักการเมืองไทยเลือกใช้ อีกทั้งวัฒนธรรมการเมืองเน้น “อยู่แก้ปัญหา” มากกว่า “รับผิดแล้วไป” แม้ถูกวิจารณ์หนัก ก็ยังใช้เหตุผลว่าต้องอยู่แก้ปัญหา ลาออกยิ่งทำให้สถานการณ์วุ่นวาย ต้องทำงานต่อให้ครบวาระ
3. โครงสร้างราชการไทยทำให้โทษกระจาย ไม่มุ่งมาที่ผู้นำเพียงคนเดียว การจัดการน้ำท่วมใหญ่ เกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน เช่น ปภ. มท. ผู้ว่าฯ ชลประทาน อปท. ดังนั้นในไทยมักเกิดคำพูดที่ว่า “ความผิดเกิดจากระบบราชการ พื้นที่ ขั้นตอนบางระดับ ไม่ใช่ระดับผู้นำประเทศโดยตรง” ผลคือ แรงกดดันจึง “กระจายตัว” ไม่พุ่งขึ้นไปถึงนายกฯ
4. สื่อสังคมไทยมีการถกเถียงแรง แต่ยังไม่ถึงระดับ “แรงกดดันให้ผู้นำต้องลาออก” ในหลายประเทศ ม็อบ สื่อ ฝ่ายค้าน จะทำงานประสานกันจนผู้นำ “อยู่ไม่ได้” แต่ในไทยแรงกดดันสังคมยังไม่ถึงจุด "ต้องออกตอนนี้" แม้มีการวิจารณ์มาก แต่ไม่ถึงระดับ ประท้วงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ภาคธุรกิจ–ภาคประชาชนเรียกร้องร่วมกัน พรรคการเมืองถอนการสนับสนุน ที่ทำให้ผู้นำประเทศต้องออกเหมือนในหลายประเทศ
5. บริบทภัยพิบัติไทยถูกมองว่า “เป็นเรื่องเกิดขึ้นทุกปี” น้ำท่วมในไทยถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำเป็นประจำ และบางครั้งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ภัยธรรมชาติที่เลี่ยงยาก” ทำให้คำพูดทางการเมืองมักเป็นว่า ไม่ได้เกิดจากการบริหารผิดพลาดเพียงอย่างเดียว ภัยมาเร็ว ฝนหนักเกินกว่าระบบที่มี ทุกปีใช้เหตุผลเชิงภูมิอากาศได้ จึงไม่ถูกตีกรอบว่า “ความผิดพลาดระดับต้องลาออก”
6. การลาออกของผู้นำไทยมีผลทางการเมืองรุนแรงกว่าหลายประเทศ ในหลายประเทศการลาออกแล้วตั้งรัฐบาลใหม่ทำได้ง่าย แต่ในไทยการลาออกของนายกฯ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วรัฐบาล อาจเปลี่ยนการเมืองทั้งระบบ อาจมีแรงกระเพื่อมที่ทำให้นักการเมืองในพรรคไม่ยอมให้ผู้นำไปง่าย ๆ ดังนั้นพรรคจะปกป้องผู้นำเพื่อ “รักษาอำนาจรวม”



