
ทำความรู้จัก "ประตูผา-ศรีณรงค์" ช้างทูตสันถวไมตรีที่คนไทยรอวันกลับบ้าน
ชะตากรรม 2 ช้างไทยในศรีลังกา "ประตูผา-ศรีณรงค์" ติดอยู่ในกรงแห่งมิตรภาพ จากบ้านเกิดหลายสิบปี ล่าสุดไทยยอมไม่ได้ "รมว.ทส." เดินหน้าเจรจา พลิกตำนาน "ให้แล้วให้เลย"
หลังจากความสำเร็จในการนำ "พลายศักดิ์สุรินทร์" ช้างทูตสันถวไมตรีกลับสู่มาตุภูมิเพื่อรักษาอาการป่วยในปี 2566 ล่าสุด กระแสเรียกร้องจากสาธารณชนและเครือข่ายคนรักษ์ช้างในประเทศไทย ได้พุ่งเป้าไปที่การขอช้างไทยอีก 2 เชือก คือ "พลายประตูผา" และ "พลายศรีณรงค์" กลับมารักษาและดูแลในประเทศไทยอีกครั้ง
ท่ามกลางความกังวลเรื่องสวัสดิภาพและปัญหาสุขภาพของช้างทั้งสองเชือกที่ถูกนำไปใช้งานในศรีลังกา
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
เจรจาทางการทูตเพื่อ "ช้างทูตสันถวไมตรี" เมื่อวาน (19 พ.ย. 2568) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้เข้าหารือกับ นางเอทิริสิงเห อารัจจิลาเค ศรียานี วิชยันติ เอทิริสิงเห เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย เพื่อเริ่มต้นการพูดคุยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการขอรับช้างทั้งสองเชือกกลับมาดูแลที่ประเทศไทย
ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดการสัตว์ แต่เป็นเรื่องของ "จิตใจ" คนไทยที่ผูกพันกับช้าง ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาทางการทูตที่ละเอียดอ่อน เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
ไทม์ไลน์การส่งช้างไทยไปศรีลังกา
- ปี 2523 : กรมป่าไม้ได้ส่งช้าง 1 เชือก คือ พลายประตูผา
- ปี2544: กรมป่าไม้ได้ส่งช้าง 2 เชือก คือ พลายศักดิ์สุรินทร์(กลับไทยแล้วเมื่อปี 2566) และ พลายศรีณรงค์
ทำความรู้ "พลายประตูผา" และ "พลายศรีณรงค์" (ช้าง 2 เชือกที่ยังไม่ได้กลับไทย)
"พลายประตูผา" ช้างไทยเชือกแรกที่ถูกส่งไปศรีลังกา เกิดในประเทศไทย เติบโตใต้การดูแลของปางช้างแห่งหนึ่ง ก่อนจะถูกส่งออกนอกประเทศตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ ปัจจุบันมีอายุ 51 ปี และอาศัยอยู่ที่วัดสุธุฮุมโปลลา เมืองแคนดี้ปี
"พลายศรีณรงค์" เป็นช้างไทยเชือกที่ 2 ที่ถูกส่งไปให้ศรีลังกา ที่ปัจจุบันอายุ 29 ปี และอาศัยอยู่ที่วัดเคลานิยา เมือง Rattanapura เมื่อพลายศรีณรงค์ถูกส่งไปได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คันธุระ ราชา" ถือเป็นช้างเพื่อนร่วมรุ่นของพลายศักดิ์สุรินทร์ ช้างเชือกที่ 3 ที่ถูกส่งไปให้ศรีลังกาในปีเดียวกัน
พลายศรีณรงค์ และ พลายศักดิ์สุรินทร์ มีเจ้าของคนเดียวกัน คือ นายสมโรจน์ คูกิจติเกษม ต่อมาได้น้อมเกล้าฯ ถวายช้างทั้ง 2 เชือกแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อพระราชทานแก่ประธานาธิบดีศรีลังกา
ทำไมต้องเป็น "ช้างไทย"
ชาวศรีลังกาเปรียบช้างเป็นสัญลักษณ์คู่กับความเป็นพุทธ การที่วัดพุทธเลี้ยงช้างไว้ถือเป็นการสร้างศักดิ์ศรีและความมีเกียรติ เพราะช้างเป็นสัญลักษณ์ของราชาในสมัยโบราณ รวมถึงศรีลังกาต้องการช้างไทยที่มี งาสวยงามและยาว เพื่อใช้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพิธีกรรมและเทศกาลทางศาสนา ซึ่งถือเป็นความสง่างามสมเกียรติ
ดร.พลเดช วรฉัตร อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ บันทึกเรื่องราวไว้ว่า เมื่อปลายปี 2543 นางจันดริกา กุมาราตุงกะ ประธานาธิบดีแห่งศรีลังกา ได้มีหนังสือกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขอพระราชทานลูกช้างเพศผู้ 2 เชือก เพื่อนำไปฝึกทดแทนช้างทรงเดิมที่มีอายุมากแล้ว สำหรับอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุในงานพิธีแห่ประจำปีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงมีพระราชดำริให้รัฐบาลไทยเป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงมอบหมายให้กรมป่าไม้จัดหาช้างเพศผู้ 2 เชือกที่มีคุณสมบัติตามคชลักษณ์ ซึ่งก็คือ ช้างพลายศักดิ์สุรินทร์ และ ช้างพลายศรีณรงค์
ความแตกต่างทางสายพันธุ์
- ช้างศรีลังกา (พันธุ์ maximus)รูปร่างใหญ่, ตัวสีดำ, ใบหูใหญ่, ส่วนใหญ่มักไม่มีงา (มีงาเพียงร้อยละ 10 ในเพศผู้)
- ช้างไทย (พันธุ์ indicus)ช้างเพศผู้ส่วนใหญ่จะมีงา และงายาวถึงยาวมาก
ภาพรวมการส่งออกช้างไทยในอดีต (ข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ )
ตั้งแต่ก่อนปี 2544 - 2559 มีช้างไทยอย่างน้อย 20 เชือก ถูกส่งออกไปอยู่ต่างแดนใน 5 ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา เดนมาร์ก ญี่ปุ่น สวีเดน และออสเตรเลีย
แต่ในปัจจุบันรัฐบาลไทย ไม่มีนโยบาย การนำช้างส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ในรูปแบบในอดีตแล้ว หากมีการแลกเปลี่ยนสัตว์ จะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์จะได้รับการดูแลที่เหมาะสมตามหลักสากล ภารกิจทวงคืนช้างไทยที่ยังคงดำเนินต่อไปนี้ จึงเป็นเครื่องตอกย้ำถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างคนไทยกับสัตว์คู่บ้านคู่เมือง และเป็นบททดสอบความสามารถทางการทูตในการรักษาสัมพันธไมตรี ควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิภาพของช้างทูตสันถวไมตรีทั้งสองเชือก



