
ศาลจีน สั่งประหาร-ติดคุกตลอดชีวิต “ตระกูลเว่ย” แก๊งสแกมเมอร์สุดอันตราย
ปิดฉาก “ตระกูลเว่ย” แก๊งสแกมเมอร์ที่อันตรายที่สุดในประเทศเมียนมา ศาลจีนสั่งประหารชีวิต-ติดคุกตลอดชีวิต!
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ศาลประชาชนระดับกลางแห่งเมืองฉวนโจว และศาลประชาชนแห่งเมืองหนานอัน มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของประเทศจีน ได้อ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและอาชญากรรมข้ามชาติของ "ตระกูลเว่ย" ซึ่งเป็นตระกูลอิทธิพลใหญ่จากพื้นที่โกกั้ง ทางตอนเหนือของเมียนมา
คำพิพากษาระบุลงโทษตัวการสำคัญ ดังนี้
- ประหารชีวิต: นายเว่ย ฮวาเหริน, นายเฉิน ต้าเว่ย และ นายเหลียว จิงฟาง
- จำคุกตลอดชีวิต: นายเว่ย ชิงเทา, นายคัง หมิน และ นายซง เหิงซิง
- จำคุก 3 ปี 3 เดือน ถึง 24 ปี: สมาชิกเครือข่ายอีก 55 คน พร้อมสั่งปรับเงิน ยึดทรัพย์ และเนรเทศออกนอกประเทศ
"ตระกูลเว่ย" มาเฟียที่มีกองกำลังรัฐบาลหนุนหลัง
ตระกูลเว่ย ถือเป็นตระกูลที่ 3 ในกลุ่ม "สี่ตระกูลใหญ่" แห่งโกกั้ง (ต่อจากตระกูลหมิงและตระกูลไป๋) ที่ถูกกฎหมายจีนลงโทษ และถูกยกให้เป็น "กลุ่มที่อันตรายที่สุด" เนื่องจากไม่ได้พึ่งพาเพียงกองกำลังติดอาวุธเอกชนเหมือนแก๊งอื่น แต่ดำเนินการผ่าน "กองกำลังรักษาชายแดน" (BGF) ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ
ตระกูลนี้เริ่มวางรากฐานโดย นายเว่ย เฉาเหริน ก่อนที่ นายเว่ย ฮวาเหริน จะรวบอำนาจคุมกองกำลังชายแดน แล้วแต่งตั้งหลานชาย นายเฉิน ต้าเว่ย เข้าคุมกำลังทหารเต็มรูปแบบ เปลี่ยนอำนาจความมั่นคงของรัฐให้กลายเป็นเครื่องมือรับใช้ธุรกิจผิดกฎหมายของครอบครัว ตั้งแต่การพนัน ค้าประเวณี ไปจนถึงยาเสพติด
ล่อลวงเหยื่อ-หลอกลงทุน กอบโกยหมื่นล้าน
ตั้งแต่ปี 2560 ตระกูลเว่ยได้สร้างฐานสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ 14 แห่ง ปลอมแปลงเป็น "นิคมอุตสาหกรรม" เพื่อดึงดูดนักลงทุน และใช้โซเชียลมีเดียหลอกลวงชาวจีนด้วยค่านิยม "งานรายได้ดีในเมียนมา" เมื่อเหยื่อหลงเชื่อเดินทางมาถึง จะถูกกักขัง ปฏิบัติตราบนึกว่าเป็นสินค้า มีการซื้อขายตัวและเรียกค่าไถ่สูงถึง 300,000 หยวน (กว่า 1.5 ล้านบาท) ต่อคน
นอกจากนี้ ยังพัฒนารูปแบบการหลอกลวงโดยอ้างโครงการลงทุนบล็อกเชนและกองทุนทรัสต์ปลอม ภายในเวลา 5 ปี แก๊งนี้ฟันกำไรจากการฉ้อโกงไปเกือบ 6,000 ล้านหยวน (ราว 30,000 ล้านบาท) และรายได้จากบ่อนคาสิโนอีกเกือบ 10,000 ล้านหยวน (ราว 50,000 ล้านบาท)
พฤติกรรมสุดเหี้ยม และปฏิบัติการล่า 700 วันของตำรวจจีน
ความเหี้ยมโหดของตระกูลนี้สะท้อนผ่าน นายเฉิน ต้าเว่ย ผู้กุมกำลังทหาร ที่เคยฆ่าเหยื่อที่ถูกกักขังอย่างเลือดเย็นเพียงเพื่อใช้เป็น "เครื่องบูชายัญ" สร้างความสัมพันธ์กับนักการเงิน และในปี 2565 ได้สั่งประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์จากข้อพิพาทส่วนตัว ซึ่งภายหลังตำรวจพบศพในสภาพคุกเข่า ถูกล่ามโซ่ และมีรอยกระสุนเจาะกะโหลกถึง 7 นัด
ในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาตินี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนต้องข้ามพรมแดนเข้าไปรวบรวมหลักฐานในพื้นที่ขัดแย้งของเมียนมาถึง 3 ครั้ง เดินทางแกะรอยผ่าน 28 จังหวัด 240 เมืองในจีน ใช้เวลานานกว่า 700 วัน จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและนำไปสู่การจับกุมหัวหน้าแก๊งสี่ตระกูลใหญ่ได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา



