
สหรัฐฯ-อิหร่าน ตึงเครียดหนัก! ยกเลิกดีลน้ำมัน หลังเรือพาณิชย์โดนถล่ม
สหรัฐฯ-อิหร่าน ตึงเครียดหนัก! ยกเลิกดีลน้ำมัน หลังเรือพาณิชย์โดนถล่ม บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด!
สำนักข่าว Reuters รายงานข่าว เกิดเหตุระทึกเมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค.2026 ผ่านมา เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์เสี่ยงต่อการระเบิด และเรือบรรทุกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียได้รับความเสียหายจากการโจมตีใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันที ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลสั่งยกระดับการเตือนภัยสำหรับเรือที่จะแล่นผ่านเส้นทางนี้ขึ้นสู่ระดับ "รุนแรงที่สุด" (Severe)
การโจมตีในครั้งนี้ยังได้ทำลายความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะเริ่มคลี่คลายลงระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและกรุงเตหะราน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเพิ่งบรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อปลายเดือนมิถุนายนให้กลับมาเปิดช่องแคบสำคัญนี้อีกครั้ง หลังถูกปิดไปนาน 3 เดือนจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก โดยในวันอังคารที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้ประกาศยกเลิกใบอนุญาตที่เคยผ่อนปรนให้อิหร่านขายน้ำมันเพื่อลดความตึงเครียดทันที
แม้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้มากขึ้น แต่ก็ยังคงติดขัดและไม่สม่ำเสมอ โดยมีปริมาณการเดินเรือเพียงแค่ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 5 ของระดับปกติก่อนเกิดสงครามเท่านั้น
การตัดสินใจยกเลิกใบอนุญาตของวอชิงตันมาพร้อมกับคำเตือนที่ส่งตรงถึงอิหร่านว่า การกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" และจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ตามมา ทั้งนี้ ทำเนียบขาวเพิ่งจะออกใบอนุญาตดังกล่าวให้ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรที่มีมานานหลายทศวรรษ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
เบรตต์ เอริกสัน (Brett Erickson) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ปรึกษา Obsidian Risk Advisors กล่าวว่า "นี่ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวเล็กๆ ของวอชิงตันเลย เพราะการยอมผ่อนปรนใบอนุญาตขายน้ำมันในตอนนั้น ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการยอมยกเลิกการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ"
ศูนย์ข้อมูลการเดินเรือร่วม (JMIC) ซึ่งนำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มระดับความเสี่ยงในการเดินทางผ่านช่องแคบนี้จากระดับ "น่ากังวล" (Substantial) ขึ้นสู่ระดับ "รุนแรงที่สุด" (Severe) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุโจมตี โดยระบุว่าพฤติการณ์ชี้ชัดเป็นการจงใจคุกคามในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ระบุความเสี่ยงขั้นรุนแรงนับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา
"เหตุการณ์ที่ได้รับการยืนยันล่าสุดแสดงให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมในพื้นที่ยังคงอันตรายสูงและจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุด" JMIC ระบุในแถลงการณ์ พร้อมเตือนให้คนประจำเรือเตรียมรับมือกับการเผชิญหน้ากับกองทัพเรือ เส้นทางเดินเรือที่แออัด และการเรียกตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)
อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าการโจมตีครั้งนี้จะนำไปสู่การหยุดชะงักของการขนส่งทางเรืออย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งช่องแคบนี้เคยเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานราว 1 ใน 5 ของโลก ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026
ปัจจุบัน สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาในภาพรวมที่กว้างกว่านั้น เกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านและความต้องการที่จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง โดยทั้งสองประเทศเพิ่งจะเสร็จสิ้นการเจรจารอบล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยยังไม่มีข้อตกลงที่ถาวรร่วมกัน
สถานการณ์ล่าสุดนี้ได้ท้าทายสมมติฐานของตลาดน้ำมันที่เคยเชื่อว่าการหยุดยิงจะดำเนินต่อไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบ 6% ในช่วงซื้อขายหลังตลาดปิด ทำราคาเข้าใกล้ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บ็อบ แมคเนลลี (Bob McNally) ประธานกลุ่ม Rapidan Energy Group ให้ความเห็นว่า "การที่อิหร่านโจมตีเรือ 3 ลำตั้งแต่เมื่อวานนี้ ประกอบกับการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยกเลิกข้อยกเว้นการขายน้ำมันของอิหร่าน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการหยุดยิงนั้นไม่ได้มั่นคงและยั่งยืนอย่างที่ตลาดน้ำมันเคยคาดเดาเอาไว้"
แหล่งข่าวระบุว่า เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวชื่อ "อัล เรคายยัต" (Al Rekayyat) ถูกโจมตีเข้าที่กราบซ้ายของเรือ ขณะที่อีกแหล่งข่าวที่ได้รับรายงานระบุเพิ่มเติมว่า เรือลำดังกล่าวเสี่ยงต่อการระเบิดเนื่องจากเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่องยนต์ แต่ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัยและได้รับการอพยพออกมาแล้ว
กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์แถลงว่า รัฐบาลเตหะรานต้องรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งหมดต่อการโจมตีครั้งนี้ และได้เรียกตัวอุปทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อประท้วงต่อต้านการเล็งเป้าโจมตีเรือบรรทุกก๊าซของตน
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เรือบรรทุกก๊าซ LNG ของกาตาร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ถูกโจมตีนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026
บริษัท นากิลาต (Nakilat) หรือบริษัท ขนส่งก๊าซแห่งกาตาร์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเรืออัล เรคายยัต รวมถึงบริษัท กาตาร์เอนเนอร์ยี่ (QatarEnergy) สำนักงานสื่อสารมวลชนระหว่างประเทศของกาตาร์ และกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ต่างยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้
นอกจากนี้ เรือบรรทุกน้ำมันขนาดซูเปอร์แทงเกอร์สัญชาติซาอุดีอาระเบียชื่อ "เวดยัน" (Wedyan) ก็ได้รับความเสียหายบริเวณชายฝั่งโอมานระหว่างแล่นผ่านช่องแคบเช่นกัน กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตี โดยระบุว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบเต็มรูปแบบต่อความเสียหายของเรือเวดยัน ซึ่งเป็นเรือในเครือของบริษัท บาห์รี (Bahri) ยักษ์ใหญ่ด้านการเดินเรือของซาอุฯ ทว่าทางบริษัทก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาชี้แจงว่า เรือพาณิชย์ที่ใช้เส้นทางโดยไม่ประสานงานกับอิหร่าน หรือทำการปิด-บิดเบือนระบบติดตามเรือ ถือเป็นการนำตัวเองไปเสี่ยงอันตราย และทำให้ความพยายามของอิหร่านในการจัดระเบียบเดินเรืออย่างปลอดภัยในช่องแคบต้องหยุดชะงัก พร้อมเสริมว่าอิหร่านกำลังทำตามข้อตกลงอย่างเต็มที่แล้ว
ข้อมูลจากบริการติดตามเรือ Kpler แสดงให้เห็นว่า มีเรือพาณิชย์แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงประมาณ 16 ลำในวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือแล่นผ่านช่องแคบเฉลี่ยเพียง 25 ถึง 40 ลำต่อวัน ซึ่งลดลงอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งที่มีเรือแล่นผ่านเฉลี่ยสูงถึง 125 ลำต่อวัน
บริษัทนายหน้าเดินเรือ BRS ระบุในรายงานสัปดาห์นี้ว่า "ลักษณะของการเปิดๆ ปิดๆ ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดเรือบรรทุกน้ำมันในตะวันออกกลางเกิดความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทำให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันเข้าและออกช่องแคบฮอร์มุซเกิดความไม่แน่นอนและติดขัด"
ปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่าอิหร่านเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงเข้าใส่เรือพาณิชย์ทั้งสองลำ
นอกจากนี้ หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ (UKMTO) รายงานว่า เกิดเหตุแยกอีกครั้งในช่วงค่ำวันอังคาร โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำถูกโดรนโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบ ส่งผลให้ตัวเรือเสียหายเล็กน้อย แต่ยังสามารถแล่นต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้
จากปริมาณการเดินเรือที่เพิ่มขึ้นแบบกระจุกตัว ส่งผลให้ค่าระวางเรือเฉลี่ยต่อวันสำหรับการรับสินค้าในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงเกือบ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ประมาณ 10 ล้านบาท) จากเดิมที่ต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อน
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ อาจจะเลือกทำข้อตกลงกับอิหร่าน หรือไม่ก็ต้อง "ปิดจ๊อบให้จบๆ ไป" ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณขู่ใช้มาตรการทางทหารอีกครั้ง ขณะที่ทางเตหะรานยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวและไม่ยอมก้มหัวให้หลังเสร็จสิ้นพิธีศพของผู้นำ
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านกล่าวสวนทันควันเมื่อวันอังคารว่า การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะไม่มีวันเริ่มต้นขึ้นอย่างแน่นอน หากสหรัฐฯ ยังคงใช้ท่าทีข่มขู่คุกคามอยู่เช่นนี้



