
ยุติศึก ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ เปิด 14 ข้อตกลงในสัญญามีเนื้อหาอะไรบ้าง?
เปิดดีลลับ 14 ข้อสะท้านโลก "สหรัฐฯ-อิหร่าน" ในสัญญา MOU ข้อตกลงมีเนื้อหาอะไรบ้าง? ปิดฉากศึก 4 เดือน ดับชนวนนิวเคลียร์-สั่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ!
สำนักข่าวคมชัดลึกรายงาน เจาะลึกดีลหยุดโลกที่ทุกคนกำลังจับตามอง! ล่าสุดทำเนียบขาวได้ยืนยันกับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BBC แล้วว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน เพื่อขยายเวลาการหยุดยิงและยุติความขัดแย้งอย่างเป็นทางการ ระหว่างการประชุมซัมมิต G7 ที่ฝรั่งเศส หลังเปิดศึกซัดกันนัวรวมถึงอิสราเอลนานถึง 4 เดือนเต็ม!
ดีลประวัติศาสตร์ฉบับนี้มีทั้งหมด 14 ข้อ เป็นข้อตกลงแบบ "ยื่นหมูยื่นแมว" (Performance-based) คืออิหร่านจะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อทำตามเงื่อนไขเท่านั้น โดยมีไฮไลต์สำคัญที่ “คมชัดลึก” สรุปมาให้เนื้อๆ เน้นๆ 8 ประเด็นหลัก ดังนี้:
1. ปิดฉากสงครามทุกแนวรบ (รวมเลบานอน)
- ทั้งสองฝ่ายประกาศยุติการเผชิญหน้าทางทหาร "ทันทีและถาวร" และจะรีบเคลียร์พื้นที่รวมถึงเคารพเอกราชของเลบานอน งานนี้อิหร่านขู่สำทับทันทีว่า “ถ้าอิสราเอลยังแอบโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ถือว่าข้อตกลงนี้เป็นโมฆะ!” ส่วนท่าทีของอิสราเอลยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะยอมถอยหรือไม่
2. สหรัฐฯ ยอมถอย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน
- ข้อตกลงระบุชัดว่า ทั้งสองประเทศจะเคารพซึ่งกันและกัน และจะไม่ล้วงลูกหรือแทรกแซงการเมืองภายในเด็ดขาด งานนี้ทำเอา "กลุ่มต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน" ถึงกับจุก เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยประกาศกร้าวว่าจะหนุนหลังผู้ประท้วงในอิหร่านอย่างเต็มที่
3. เส้นตายค้ำคอ 60 วัน สู่สัญญาฉบับจริง
- หลังจากการลงนาม MoU ฉบับนี้แล้ว นาฬิกานับถอยหลังทันที! ทั้งสองฝ่ายมีเวลาสูงสุดแค่ 60 วันในการเจรจาเพื่อนำไปสู่การเซ็นสัญญาฉบับถาวร (แต่ขยายเวลาได้หากสมประโยชน์ทั้งคู่)
4. ปลดล็อกน่านน้ำ สหรัฐฯ ยอมถอนเรือรบและกำลังทหาร
- สหรัฐฯ จะเริ่มยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและท่าเรือของอิหร่านให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และหากบรรลุข้อตกลงสุดท้าย สหรัฐฯ สัญญาว่าจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงอิหร่านทั้งหมด ให้กลับไปอยู่จุดเดิมเหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม (ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์)
5. เปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก
- อิหร่านยอมไฟเขียวให้เรือสินค้าแล่นผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ได้ทันทีโดย "ไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง" พร้อมเร่งกู้ระเบิดและเคลียร์อุปสรรคทางทหาร ซึ่งจุดนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ เพราะช่วยกู้สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งกระฉูดในช่วงสงครามให้กลับมาเสถียรอีกครั้ง
6. ตั้งกองทุนฟื้นฟู 3 แสนล้านดอลลาร์ (แต่พี่กันไม่จ่ายสักบาท!)
- มีการตั้งงบก้อนโตถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของอิหร่าน แต่ทรัมป์เคลียร์ชัดให้คนอเมริกันสบายใจว่า “สหรัฐฯ จะไม่ควักกระเป๋าจ่ายเลยแม้แต่เซนต์เดียว” โดยจะเป็นหน้าที่ของพันธมิตรในภูมิภาค (เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่จะเข้าไปลงทุนสร้างสาธารณูปโภคให้อิหร่านแทน ภายใต้ไฟเขียวและการยกเว้นกฎหมายจากสหรัฐฯ
7. แลกหมัด: ล้างบาปคว่ำบาตร VS อิหร่านต้องไร้นิวเคลียร์!
- ฝั่งอิหร่าน: ยอมรับเงื่อนไข "จะไม่จัดหาหรือสร้างอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด" ส่วนยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะไว้แล้ว จะต้องถูกลดเกรดลง (Downblended) ภายใต้การคุมเข้มของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
- ฝั่งสหรัฐฯ: แลกกับการ "ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด" ทั้งของสหรัฐฯ เองและของสหประชาชาติ (UN) โดยในระหว่างที่ยังเคลียร์กันไม่จบ สหรัฐฯ จะยอมผ่อนปรนให้ส่งออกน้ำมันและทำธุรกรรมธนาคารได้ชั่วคราว รวมถึงจะค่อยๆ คืนเงินแช่แข็ง (Frozen funds) ของอิหร่านเพื่อเป็นรางวัลล่อใจหากอิหร่านทำตามสัญญา
8. ตั้งทีมจับตา สู่มติความมั่นคง UN
- ท้ายที่สุด ทั้งสองประเทศจะตั้ง "กลไกพิเศษ" ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบว่าอีกฝ่ายโกงสัญญาหรือไม่ และเมื่อเจรจาเสร็จสิ้น ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะถูกส่งให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) รับรอง เพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป
มุมมองคมชัดลึก: แม้ว่าข้อตกลงนี้จะช่วยลดชนวนระเบิดเวลาในตะวันออกกลางและช่วยให้เศรษฐกิจโลกหายใจทั่วท้องขึ้น แต่ "ไพ่ใบสำคัญ" ยังอยู่ที่ท่าทีของ อิสราเอล และ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ว่าจะยอมสงบศึกตามเกมที่สหรัฐฯ-อิหร่าน วางหมากไว้หรือไม่! ต้องตามติดห้ามกะพริบตา!



