
แก้ปัญหาคนล้นเมือง! สวิตฯ เล็ง คุมจำนวนประชากร ให้ไม่เกิน 10 ล้านคน
แก้ปัญหาคนล้นเมือง! สวิตเซอร์แลนด์ เล็ง คุมจำนวนประชากร ให้ไม่เกิน 10 ล้านคน ฝ่ายธุรกิจชี้ เศรษฐกิจประเทศอาจพังได้
สำนักข่าว CNBC รายงานข่าว สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศร่ำรวยที่เปิดรับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีและการลงทุนจากต่างชาติมาโดยตลอด กำลังจะเปิดลงประชามติว่าจะจำกัดจำนวนประชากรในประเทศดีไหม และถ้าจะทำแบบนั้น ก็ต้องใช้มาตรการคุมเข้มคนย้ายถิ่นฐานด้วย
การลงประชามติในวันอาทิตย์นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ประชากรของสวิตฯ พุ่งขึ้นถึง 10% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (จนถึงสิ้นปี 2025) ทำให้ตอนนี้มีประชากรทะลุ 9.1 ล้านคนไปแล้ว และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศนี้มีคนอายุเกิน 65 ปี มากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี แม้ว่าเมื่อปีที่แล้วตัวเลขคนย้ายเข้าสุทธิและอัตราการเกิดจะลดลงก็ตาม
อัตราภาษีที่ค่อนข้างต่ำ มีส่วนช่วยให้สวิตฯ กลายเป็นบ้านของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น นสเล่ (Nestle) ยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภค, โนวาร์ติส (Novartis) บิ๊กเบิ้มแห่งวงการยา รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ในสายการเงิน สินค้าหรูหรา และเทคโนโลยี นอกจากนี้สวิตฯ ยังเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีพันล้านกระจุกตัวอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีจีดีพีต่อหัว (GDP per capita) ที่แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อีกหลายประเทศ
ข้อมูลจากรัฐบาล ณ สิ้นปี 2024 ระบุว่า ประชากรกว่า 41% มี "ภูมิหลังเป็นผู้อพยพ" (ซึ่งหมายถึงตัวผู้อพยพเองรวมถึงลูกหลานที่เกิดในสวิตฯ) และยังพบว่า 32.5% ของผู้อยู่อาศัยถาวรในประเทศเป็นผู้อพยพยุคแรก (รุ่นพ่อแม่) โดยคาดว่ามีพลเมืองจากสหภาพยุโรป (EU) อาศัยอยู่ในสวิตฯ ราว 1.4 ล้านคน (คิดเป็น 16% ของประชากรทั้งหมด) แถยังมีคนยุโรปอีก 340,000 คนที่ขับรถข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานในสวิตฯ ทุกๆ วัน
ผลโพลล่าสุดพบว่า คน 52% ตั้งใจจะโหวต "คว่ำ" ร่างกฎหมายคุมประชากรนี้ ขณะที่ 45% เห็นด้วย แต่ถ้าผลโหวตออกมาว่าประชาชน "เอาด้วย" รัฐบาลและสภาของสวิตฯ จะต้องงัดมาตรการออกมาเบรกการเติบโตของประชากรไปจนถึงปี 2050 โดยถ้ายอดประชากรเกิน 9.5 ล้านคนเมื่อไหร่ในช่วง 24 ปีข้างหน้า ระบบตรวจคนเข้าเมืองจะถูกขันชะเนาะทันที โดยกลุ่มผู้ลี้ภัยและโครงการย้ายถิ่นฐานตามครอบครัวจะโดนหั่นโควตาก่อนเป็นอันดับแรก และหากประชากรทะลุ 10 ล้านคน สวิตฯ ก็อาจจะต้องยกเลิกข้อตกลงเคลื่อนย้ายเสรีที่ทำไว้กับ EU ไปเลย
ปัจจุบัน สวิตฯ เป็นส่วนหนึ่งของเขตวีซ่าเชงเกน (Schengen) ร่วมกับประเทศใหญ่ๆ ใน EU และยังมีข้อตกลงร่วมกันที่เปิดให้พลเมืองของทั้งสองฝ่ายเดินทาง ย้ายไปอยู่อาศัย หรือทำงานในดินแดนของกันและกันได้อย่างเสรี ขอแค่มีงานทำหรือมีรายได้รองรับก็พอ
พรรค SVP ซึ่งเป็นพรรคปีกขวาของสวิตฯ กำลังกระตุ้นให้ประชาชน "ส่งสัญญาณที่ชัดเจน" ไปถึงผู้บริหารประเทศให้หยุดยั้งสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าภาวะประชากรโตจน "รับไม่ไหว" โดยพรรคแถลงเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ถึงกฎหมายนี้จะผ่าน แต่ก็ยังยอมให้คนย้ายเข้าประเทศได้ปีละ 40,000 คนอยู่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ปิเอโร มาร์เคซี สมาชิกสภานิติบัญญัติกล่าวว่า การที่ประชากรโตไวเกินไปมันสร้างปัญหาให้กับระบบบริการสาธารณะ ฉุดค่าแรง ทำค่าเช่าบ้านพุ่ง กระทบระบบการศึกษา และป่วนตลาดแรงงาน
ฝั่งบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในสวิตฯ แย้งว่า การตั้งกำแพงจำกัดคนย้ายเข้าจะทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ ทั้งเจอปัญหาเติบโตช้า เงินเฟ้อต่ำเกินไป (Disinflation) เงินสวิสฟรังก์แข็งค่า รวมถึงกำแพงภาษีจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ทางด้าน "Economiesuisse" ซึ่งเป็นสภาหอการค้าที่มีสมาชิกกว่า 1 แสนราย (รวมถึง Amazon Web Services, Roche, Google และ Johnson & Johnson) ก็ได้ประกาศคัดค้านกฎหมายคุมประชากรนี้เช่นกัน
รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของหอการค้า ส่งอีเมลบอก CNBC ว่า ความมั่งคั่งของสวิตฯ ขึ้นอยู่กับ "การเปิดกว้าง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นกับยุโรป" เขาเข้าใจดีว่าความกังวลเรื่องที่อยู่อาศัยและคนล้นเมืองเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขด้วยวิธีทางการเมืองที่จับต้องได้ แต่ "การจำกัดคนเข้าเมืองแบบดื้อๆ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง" โดยเฉพาะเมื่อมันเสี่ยงจะไปทำลายข้อตกลงทวิภาคีกับ EU ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสวิตฯ เขาย้ำว่าสวิตฯ ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติระดับหัวกะทิสูงมากในสายยา เทคโนโลยี และการแพทย์ การบล็อกคนนอกจะทำให้นวัตกรรมและเศรษฐกิจอ่อนแอลง แถมบริษัทต่างๆ จะหาคนเก่งๆ มาร่วมงานยากขึ้นด้วย
ฟิลิปป์ นาวราทิล CEO ของ เนสเล่ (Nestle) กล่าวในงานเสวนาเศรษฐกิจว่า สวิตฯ เป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ดีมาก และเราไม่ควรตู่เอาเองว่ามันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เพราะสิ่งนี้สร้างขึ้นมาจากความยากลำบากและการเปิดรับการปฏิรูป เขายังบอกอีกว่า Nestle มีโรงงาน 9 แห่ง มีศูนย์วิจัย 3 แห่งในประเทศ และงานวิจัยหลักๆ ของบริษัทก็ยังทำในสวิตฯ มายาวนานถึง 160 ปีแล้ว "ที่เลือกสวิตฯ เพราะที่นี่มีความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพ มีคนเก่ง และมีเงื่อนไขโครงสร้างพื้นฐานที่ดึงดูดบริษัทระดับโลก"
เซอร์จิโอ เออร์มอตติ CEO ของธนาคาร UBS (หนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีพนักงานในสวิตฯ กว่า 33,500 คน) กล่าวว่าเขากังวลกับ "มาตรการที่สุดโต่งแบบนี้" เขายอมรับว่าสวิตฯ มีคนที่เกิดในต่างประเทศสูงถึง 30% ซึ่งเกือบจะเท่าออสเตรเลียและมากกว่าเยอรมนีถึงสองเท่า และสิ่งนี้มันสร้างความอึดอัดใจให้คนในสังคมจริงๆ แต่การออกกฎหมายบล็อกจำนวนคน "ไม่ใช่ทางออกของปัญหา"
เจา บี. ดูอาร์เต ศาตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากโปรตุเกส เตือนว่า กฎหมายนี้จะทำลายความน่าเชื่อถือของสวิตฯ ถ้าบริษัทต่างๆ รู้สึกว่าการหาแรงงานยุโรปเริ่มมีความไม่แน่นอน พวกเขาอาจจะย้ายเม็ดเงินลงทุนไปที่อื่นก่อนที่กฎหมายจะบังคับใช้จริงด้วยซ้ำ
ดูอาร์เตยกกรณี "Brexit" (อังกฤษออกจาก EU) มาเตือนสติว่า การยกเลิกข้อตกลงเคลื่อนย้ายเสรีไม่ได้ทำให้คนในประเทศเข้ามาแทนที่แรงงานเก่าได้อย่างราบรื่น แต่มันกลับทำให้เกิดการขาดแคลนคนทำงาน เกิดความยุ่งยากในการรับสมัครคน และดันให้ต้นทุนของธุรกิจที่เคยพึ่งพาแรงงานยุโรปพุ่งสูงขึ้น และอย่าลืมว่า EU คือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวิตฯ ข้อตกลงนี้จึงไม่ได้กระทบแค่เรื่องคนย้ายถิ่นฐาน แต่อาจจะลามไปพังความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดระหว่างสวิตฯ กับ EU ได้เลยครับ



