ข่าว

อิหร่าน ชี้! ชนวนรบ 'จบยาก' หาก อิสราเอล ไม่หยุดโจมตีเลบานอนด้วย

อิหร่าน ชี้! ชนวนรบ 'จบยาก' หาก อิสราเอล ไม่หยุดโจมตีเลบานอนด้วย

04 มิ.ย. 2569

'อับบาส อารักชี' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า ชนวนรบจบยาก หาก 'อิสราเอล' ไม่หยุดโจมตีเลบานอนด้วย

วันที่ 4 มิ.ย.2569 สำนักข่าวทัสนิม รายงานข่าว นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงใดๆ ที่จะยุติสงครามรุกรานของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน จำเป็นต้องครอบคลุมถึง "เลบานอน" ด้วย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเตหะรานมองว่าสถานการณ์ของทั้งสองแนวรบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้

 

ในการให้สัมภาษณ์กับ นายกัสซัน เบน เจดดู ประธานกรรมการบริหารเครือข่ายสื่อ Al Mayadeen นายอารักชีกล่าวว่า เลบานอนต้องพลอยรับเคราะห์และจ่ายราคาแพงในสงครามที่สหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลยัดเยียดให้กับอิหร่าน พร้อมเสริมว่าเตหะรานยืนหยัดมาโดยตลอดว่า การหยุดยิงหรือการยุติการสู้รบใดๆ จะต้องขยายผลไปยังทุกแนวรบของ "ฝ่ายต่อต้าน" (Resistance Axis) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเลบานอน

 

"เราแสดงจุดยืนชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่มีการหารือเรื่องการเจรจาและการจัดเตรียมการหยุดยิง ว่าสงครามจะต้องยุติลง ทั้งในอิหร่านและในทุกแนวรบของฝ่ายต่อต้าน ซึ่งรวมถึงเลบานอนด้วย" คำกล่าวของอารักชี

 

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเน้นย้ำว่า เตหะรานไม่ได้ต้องการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเลบานอน โดยถือว่าเลบานอนเป็นทั้งมิตรและพันธมิตร อย่างไรก็ตาม เขาชี้ให้เห็นว่าสงครามในอิหร่านและเลบานอนถูกผูกเข้าด้วยกันเนื่องจากการรุกรานทางทหารของอิหร่าน ดังนั้น การยุติสงครามจึงต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

 

เมื่อถูกถามถึงความหมายของคำว่า "ชะตากรรมร่วมกัน" ระหว่างอิหร่านและเลบานอน นายอารักชีตอบแบบตรงไปตรงมาว่า สงครามนี้ถ้าจะจบก็ต้องจบในทั้งสองประเทศ หรือไม่ก็จะไม่จบเลยทั้งคู่

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีบทบาทในการสกัดกั้นไม่ให้อิสราเอลเปิดฉากโจมตีชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุตนั้น นายอารักชี โต้แย้งว่า "พลังในการป้องปราม" ของอิหร่านและกลุ่มต่อต้านในเลบานอนต่างหากที่เป็นปัจจัยชี้ขาดที่แท้จริง

 

นายอารักชีเปิดเผยว่า เตหะรานได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังวอชิงตันและรัฐบาลต่างๆ ในภูมิภาคอย่างชัดเจนว่า หากมีการโจมตีครั้งใหญ่ต่อกรุงเบรุต กองทัพอิหร่านจะโต้ตอบทันที และนั่นอาจนำไปสู่การล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ทั้งหมด

 

เขาระบุว่า หน่วยงานทางทหารของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงกองบัญชาการกลางคาทัม อัล-อันเบีย (Khatam al-Anbia Central Headquarters) และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการว่า เตหะรานจะไม่นิ่งเฉยและจะตอบโต้อย่างแน่นอนหากยังมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

อิหร่าน ชี้! ชนวนรบ 'จบยาก' หาก อิสราเอล ไม่หยุดโจมตีเลบานอนด้วย

"ปัจจัยที่กำหนดทิศทางของเหตุการณ์ทั้งหมด คือขีดความสามารถของฝ่ายต่อต้าน และความพร้อมรบของกองทัพเราต่างหาก" อารักชีกล่าว

 

เขากล่าวเสริมว่า อิหร่านได้แจ้งจุดยืนนี้โดยตรงไปยังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็มีหลายประเทศที่ติดต่อไปยังวอชิงตันเพื่อเรียกร้องให้อิสราเอลใช้ความอดกลั้น ซึ่งในท้ายที่สุด การโจมตีชานเมืองทางใต้ของเบรุตที่ถูกวางแผนไว้ก็ถูกระงับลงผ่านการแทรกแซงของสหรัฐฯ

 

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยังยืนยันด้วยว่า ช่องทางการสื่อสารทางอ้อมระหว่างเตหะรานและวอชิงตันยังคงเปิดอยู่แม้จะมีความตึงเครียดสูง แม้การเจรจาอย่างเป็นทางการจะชะลอตัวลง แต่การส่งข้อความโต้ตอบกันยังคงดำเนินต่อไป และล่าสุดอิหร่านเพิ่งแจ้งความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของอิสราเอลในเบรุตให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รับทราบ

 

นอกจากนี้ นายอารักชีกล่าวว่า สงครามที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอึดและการยืนระยะทางทหารของอิหร่าน โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามเพราะคาดหวังว่าจะเผด็จศึกได้อย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการบีบให้เตหะรานยอมจำนน การเปลี่ยนระบอบการเมือง หรือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน

 

"การคำนวณของพวกเขามันผิดพลาดทั้งหมด" นายอารักชีกล่าว พร้อมเสริมว่าสงครามจบลงด้วยการที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายวิ่งหาการเจรจา แทนที่จะได้สิ่งที่ต้องการตามเป้าหมายที่เคยประกาศไว้

 

เมื่อถามว่านายทรัมป์ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้สงครามกลับมาปะทุอีกครั้งใช่หรือไม่ นายอารักชีตอบว่า "ถ้าทุกคนยังใช้เหตุผล สงครามก็จะไม่กลับมา" พร้อมยืนยันว่าอิหร่านมีความพร้อมอย่างเต็มที่หากต้องเผชิญกับสงครามยืดเยื้อ และขีดความสามารถทางทหารของประเทศในปัจจุบันก็แข็งแกร่งกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามเสียอีก เนื่องจากการพัฒนาด้านการผลิตยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศภายในของเราเอง

 

ในขณะเดียวกัน นายอารักชีเน้นย้ำว่าอิหร่านไม่ได้กระหายสงคราม และยังคงสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูตบนพื้นฐานของ "เกียรติยศ ความเท่าเทียม และการเคารพซึ่งกันและกัน" อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าเตหะรานจะตอบโต้อย่างเด็ดขาดต่อการโจมตีใดๆ ในอนาคต เพราะสงครามที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าอิหร่านมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับการเผชิญหน้าระยะยาวได้หากจำเป็น

 

ในประเด็นของเลบานอน นายอารักชีปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิหร่านพยายามผูกโยงประเด็นของเลบานอนและอิหร่านเข้าด้วยกันเพื่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ โดยเขาโต้กลับว่าเป็นระบอบอิสราเอลต่างหากที่เป็นคนสร้างความเชื่อมโยงนี้ขึ้นมาเอง ผ่านการใช้กำลังทหารรุกรานทั้งอิหร่านและเลบานอน

อิหร่าน ชี้! ชนวนรบ 'จบยาก' หาก อิสราเอล ไม่หยุดโจมตีเลบานอนด้วย

"เราจะไม่มีวันลืมประชาชนเลบานอน มิตรประเทศ และผู้คนอันเป็นที่รักของเราในเลบานอนที่ตกเป็นเป้าหมายของอิสราเอล แน่นอนว่าชะตากรรมของเราเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อพูดถึงการยุติสงครามนี้ ทั้งในอิหร่าน ทั่วทั้งภูมิภาค และในเลบานอน ชะตากรรมเหล่านั้นจะยังคงผูกพันและแบ่งปันร่วมกันเสมอ"

 

รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ยังได้เน้นย้ำถึงการสนับสนุนของเตหะรานที่มีต่อกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah) โดยชี้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในภูมิทัศน์ทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของเลบานอน ซึ่งไม่สามารถถูกกำจัดหรือมองข้ามได้ แม้ว่าอิสราเอลจะพยายามอย่างหนักในการบั่นทอนความแข็งแกร่งของขบวนการนี้ก็ตาม

 

นายอารักชีย้ำอีกครั้งว่า อิหร่านจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายใน และเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ของเลบานอนควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยเจรจากันเองระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ในเลบานอน

 

"เราไม่เคยและจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเลบานอน" เขากล่าว

 

เขากล่าวเสริมว่า "เมื่อสงครามสิ้นสุดลงและบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ผมได้พูดคุยกับ ท่านเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีผู้ทรงเกียรติของปากีสถาน ผมบอกเขาตรงๆ และร้องขอว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการระบุว่าสงครามได้ยุติลงในทุกแนวรบ จะต้องมีการระบุชื่อ 'เลบานอน' ไว้อย่างชัดเจนในเนื้อหาข้อตกลงด้วย ซึ่งในท้ายที่สุด มันก็เป็นไปตามนั้น"

 

"สงครามที่เลบานอนเผชิญอยู่นั้น เป็นภาคต่อของสงครามที่พวกเขาพยายามยัดเยียดให้เรา นั่นคือเหตุผลที่เราเชื่อว่าการยุติสงครามจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งในอิหร่านและเลบานอน" นายอารักชีกล่าว

 

นายอารักชีกล่าวว่า เขาเชื่อมั่นในความอึดและการหยัดยืนของฝ่ายต่อต้านมาโดยตลอด และพลังนี้ไม่ได้ยึดติดอยู่กับตัวบุคคล

 

“ผมไม่เคยประหลาดใจกับขีดความสามารถของฝ่ายต่อต้านเลย ผมเชื่อมั่นในสิ่งนี้เสมอ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าการพลีชีพ (Martyrdom) ของบุคคลสำคัญไม่ได้ทำให้ขบวนการเหล่านี้อ่อนแอลง แต่กลับจะยิ่งเพิ่มพูนความมุ่งมั่นและขยายแถวแนวร่วมให้เติบโตยิ่งขึ้น

 

เขายกตัวอย่างถึงมรดกที่ นายพลกัสเซม โซเลมานี อดีตผู้บัญชาการทหารอิหร่านทิ้งไว้ โดยชี้ว่าฝ่ายต่อต้านนั้นถูกขับเคลื่อนด้วย 'อุดมการณ์' ไม่ใช่ 'ตัวบุคคล' และเลือดของบรรดาผู้นำที่หลั่งรินลงไปในประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ขบวนการนี้ยังคงแข็งแกร่ง

 

เขากล่าวต่อว่า แม้การพลีชีพของ ซัยยิด ฮัสซัน นาสรอลเลาะห์ (อดีตเลขาธิการพรรคเฮซบอลเลาะห์) จะเป็น “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่และเป็นบาดแผลที่ลึกบาดใจ” แต่ในท้ายที่สุด มันกลับทำให้เฮซบอลเลาะห์แข็งแกร่งขึ้นแทนที่จะอ่อนแอลง ดังที่เห็นประจักษ์แล้วในสถานการณ์จริงภาคสนาม

 

รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ชี้ว่าการประเมินของชาติตะวันตกมักตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การสังหารผู้นำระดับสูงจะนำไปสู่การล่มสลาย ทั้งในอิหร่านและกลุ่มพันธมิตร แต่อิหร่านยืนยันว่าการคาดการณ์เหล่านั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่า 'ผิดสิ้นดี'

 

นอกจากนี้ นายอารักชีกล่าวว่า อิหร่านถือว่าการสังหารนายนสรอลเลาะห์เป็น "อาชญากรรมสงคราม" ที่ก่อขึ้นโดยสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอล พร้อมย้ำว่าเตหะรานจะไม่ลืมอาชญากรรมครั้งนี้ และจะดำเนินการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

 

เขาย้ำว่า อิหร่านมองว่าการลอบสังหารเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการรุกรานในวงกว้าง ซึ่งจะต้องเจอกับความพยายามขับเคลื่อนทางกฎหมายและการเมืองอย่างต่อเนื่องเพื่อลากตัวผู้รับผิดชอบมาลงโทษ

 

ในช่วงท้าย รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยังได้กล่าวชื่นชม ชีค นาอิม กัสเซม (ผู้นำคนปัจจุบันของเฮซบอลเลาะห์) ว่าสามารถทำหน้าที่ผู้นำได้ดีเกินความคาดหมาย โดยยกย่องการปฏิบัติตนและความสามารถในการนำพาขบวนการผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้มาได้

 

“ผมมีความเคารพในตัวท่านอย่างสูง” นายอารักชีกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่าคณะผู้บริหารของเฮซบอลเลาะห์ยังคงขับเคลื่อนงานต่อไปด้วยความแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว แม้ว่าจะต้องสูญเสียอดีตเลขาธิการพรรคไปก็ตาม