
วัยรุ่นสิงคโปร์ รู้ดี! อัตราการเกิดดิ่งเหว แต่กว่า 40% ยังไม่รีบแต่งงาน
ผลวิจัยเผย กลุ่มวัยรุ่นในสิงคโปร์ รับรู้ถึงปัญหาอัตราการการเกิดต่ำ แต่ร้อยละ 40 ไม่ได้รู้สึกรีบร้อนที่จะต้องแต่งงาน
สำนักข่าว The Straits Times เผยผลวิจัย เกี่ยวกับอัตราการเกิดในสิงคโปร์ โดยระบุว่า ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 14 ถึง 35 ปี จำนวน 1,114 คน ซึ่งจัดทำโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อเยาวชนอย่าง Heartware Network ยังระบุอีกว่า มีกลุ่มวัยรุ่นอีกราวๆ 1 ใน 4 ที่ยังคงลังเลและไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่า ในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 26 ถึง 35 ปี มีเพียงร้อยละ 23.53 เท่านั้นที่กระตือรือร้นอยากจะแต่งงานและสร้างครอบครัว ในขณะที่อีกร้อยละ 22.06 ปฏิเสธการมีครอบครัวไปเลยอย่างสิ้นเชิง
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางอุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม โดยร้อยละ 57.72 ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า การจะสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายในยุคปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และปัญหานี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย
ในขณะที่กลุ่มเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ราวร้อยละ 41.9 มองว่าการเข้าสังคมและการเชื่อมโยงกับผู้อื่นเป็นเรื่อง "ค่อนข้างง่าย" แต่ตัวเลขนี้กลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20.6 (หรือลดลงไปครึ่งหนึ่ง) เมื่อขยับมาดูในกลุ่มคนทำงานอายุ 26 ถึง 35 ปี
ประเด็นปัญหาเหล่านี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์กิจกรรม *SCAPE โดยเป็นการหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนเยาวชน 70 คน กับคุณอินดรานี ราชาห์ (Indranee Rajah) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคุณโกะห์ ฮันยาน (Goh Hanyan) เลขานุการฝ่ายรัฐสภาอาวุโสประจำกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน
ทั้งนี้ อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของประชากรในสิงคโปร์ได้ดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.87 ในปี 2025 ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง จนนำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อปรับทิศทางนโยบายการแต่งงานและการเป็นบิดามารดา (Marriage and Parenthood Reset Workgroup) ซึ่งมีคุณอินดรานีเป็นประธาน
โดยข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า ตัวเลขอัตราการเจริญพันธุ์รวมดังกล่าว ลดลงมาจากระดับ 0.97 ในปี 2024 ซึ่งก่อนหน้านี้คุณอินดรานีเคยออกมาเตือนแล้วว่า หากแนวโน้มประชากรยังคงดิ่งลงในลักษณะนี้ต่อไป มันจะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อประเทศสิงคโปร์ในอนาคต
ในระหว่างการเสวนาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม บรรดานักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนทำงานวัยหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 35 ปี ได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับ "สิ่งที่จะต้องแลก" ทั้งในแง่ของจิตใจ สังคม และทางกายภาพ หากพวกเขาเลือกที่จะวางแผนมีครอบครัวท่ามกลางเมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงลิ่วแห่งนี้
หลิว เจีย เฮิน (Lau Jia Hern) นักเรียนอายุ 18 ปี จากสถาบันราฟเฟิลส์ (Raffles Institution) ได้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะสามารถช่วยประชาชนสร้างครอบครัวได้อย่างไร โดยเน้นไปที่การทลายกำแพงอุปสรรคทางจิตใจและสังคม แทนที่จะพึ่งพาแค่การแจกเงินอุดหนุนหรือการให้สิทธิ์วันลาหยุดงาน
คุณอินดรานีได้ตอบคำถามนี้โดยอ้างอิงจากผลสำรวจว่า คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันจัดให้เรื่องนโยบายและเงินอุดหนุนจากภาครัฐอยู่เป็น "อันดับท้ายสุด" ในตารางสิ่งความต้องการของพวกเขาเลยทีเดียว
เพราะสิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือ ค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัย (ร้อยละ 18.94) ตามมาด้วยการมองหาคู่แท้ที่ใช่ (ร้อยละ 16.75) และความพร้อมส่วนตัว (ร้อยละ 15.43) ในขณะที่มีคนไม่ถึงร้อยละ 4 ที่มองว่าโครงการสนับสนุนของรัฐบาลคือสิ่งสำคัญ
คุณอินดรานีกล่าวว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมเสริมว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจริงๆ ก่อนที่จะคิดเรื่องมีลูก คือ "ความมั่นคงในชีวิตส่วนตัว" ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานที่ดี รายได้ที่มั่นคง และการมีกำลังทรัพย์พอที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง
เธอยังเน้นย้ำด้วยว่า ปัจจุบันโครงการบ้านเอื้ออาทรของรัฐ (Public Housing) ยังคงได้รับเงินอุดหนุนจำนวนมาก ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าถึงได้และมีราคาที่จับต้องได้ผ่านเงินทุนช่วยเหลือต่างๆ
คุณอินดรานีระบุเพิ่มเติมว่า "การคิดทบทวนเพื่อวางแผนอนาคต และการสร้างความมั่นใจว่าคุณจะมีรายได้รวมถึงตาข่ายรองรับความปลอดภัยทางการเงิน (Financial Safety Net) เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด"
ทางด้านคุณโกะห์ (เลขานุการฝ่ายรัฐสภาฯ) กล่าวเสริมว่า กระทรวงของเธอกำลังเดินหน้าสร้าง "พื้นที่พบปะสังสรรค์" แบบออฟไลน์กระจายอยู่ทั่วสิงคโปร์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้มาเจอกันและสร้างความรู้สึกผูกพันร่วมกัน
นอกจากนี้ ในวงเสวนายังมีการหยิบยกประเด็นความกังวลอื่นๆ ขึ้นมาพูดคุย เช่น ความกดดันของ "คนรุ่นแซนด์วิช" (Sandwich Generation - กลุ่มคนที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่ที่แก่ชราและลูกตัวน้อยไปพร้อมๆ กัน), สิ่งที่ต้องแลกในเส้นทางอาชีพการงาน, รวมถึงคำถามที่ว่ารัฐบาลจะจัดการกับภาระทางการเงินของสังคมผู้สูงอายุอย่างไร โดยไม่ทิ้งภาระภาษีเหล่านั้นให้ตกเป็นของคนรุ่นต่อไป
คุณอินดรานีและคุณโกะห์ได้ชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างพึ่งพาตนเองและมีศักดิ์ศรี ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการดูแลสุขภาพ "Healthier SG" รวมไปถึงนโยบายที่อยู่อาศัยที่สนับสนุนให้ครอบครัวขยายเลือกซื้อบ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการช่วยกันดูแลผู้สูงอายุ
คุณอินดรานีกล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ความยั่งยืนในระยะยาวของสิงคโปร์จะถูกค้ำจุนด้วยนโยบายการคลังที่รอบคอบและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง
นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU) รายหนึ่งได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า อัตราการเกิดที่ลดลงนั้น ถือเป็น "สิ่งแลกเปลี่ยนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็น" ต่อการพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ใช่หรือไม่? และวัฒนธรรมการแข่งขันที่รุนแรงในสังคม เป็นตัวกดทับและขัดขวางการเติบโตของสถาบันครอบครัวโดยธรรมชาติใช่ไหม?
คุณโกะห์ให้ความเห็นว่า การสื่อสารที่เปิดกว้างและฉับไวกับนายจ้าง ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดผลกระทบหรือการเสียโอกาสในที่ทำงานได้เมื่อพนักงานหญิงจำเป็นต้องลาคลอด อย่างไรก็ตาม การจับมือเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งและช่วยกันแบ่งเบาภาระภายในครอบครัว (ระหว่างสามี-ภรรยา) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ด้านคุณอินดรานีได้แย้งมุมมองที่ว่า "การแข่งขัน" จะต้องจบลงด้วยการทำให้คนรุ่นใหม่เป็นอัมพาตหรือหมดไฟเสมอไป โดยเธอกล่าวว่ารัฐบาลจะยังคงสร้างเส้นทางที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถก้าวหน้าในชีวิตได้ตามแบบฉบับของตนเอง
"ถ้าเราลองถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วมองภาพรวมในมุมนี้ บางทีเราอาจจะไม่ต้องกังวลกับการแข่งขันมากนัก เพราะเรารู้ดีว่าไม่ว่าคุณจะเลือกเดินเส้นทางไหน มันก็จะมีหนทางที่นำพาก้าวไปสู่จุดหมายที่คุณต้องการได้เสมอ" คุณอินดรานีกล่าว
ในช่วงท้ายของการเสวนา นักศึกษาจากสถาบันสิงคโปร์โพลีเทคนิค (Singapore Polytechnic) ได้ถามปิดท้ายว่า คนรุ่นใหม่จะสามารถสวมบทบาทใดได้บ้าง เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรที่กำลังคืบคลานเข้ามา
คุณโกะห์ได้กระตุ้นให้เยาวชนก้าวออกมาเป็น "ผู้ขับเคลื่อนและจัดกิจกรรมในชุมชนด้วยตัวเอง" เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเห็นอกเห็นใจและการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ พร้อมทิ้งท้ายว่า "การลงทุนในความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณ... คือสิ่งที่จะคงอยู่ยาวนานยิ่งกว่าหน้าที่การงานของคุณเสียอีก"
ทางด้าน เจีย เฮิน (นักเรียนอายุ 18 ปี) กล่าวว่า การเสวนาในครั้งนี้ช่วยให้เขาเข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่า เงินอุดหนุนจากรัฐบาลไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แต่มันเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งท่ามกลางปัจจัยหลายๆ ชั้นเท่านั้น
"ทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมดครับ ทั้งความพร้อมส่วนตัว ความมุ่งมั่นทุ่มเท และเรื่องเงินๆ ทองๆ" เขากล่าว
เขากล่าวทิ้งท้ายว่า "ต่อให้รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาสนับสนุนมากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นหน้าที่ในส่วนของเราด้วย ที่จะต้องเข้าใจตัวเองจริงๆ ว่าเรากำลังมองหาอะไรในชีวิต และเราจะช่วยตัวเองในแง่ของการวางแผนทางการเงินได้อย่างไรบ้าง"



