
”ทรัมป์“ พบ “สีจิ้นผิง” ในรอบ 10 ปี หารือเรื่องการค้า อิหร่านและไต้หวัน
”ทรัมป์“ พบ “สีจิ้นผิง” ในรอบ 10 ปี! การประชุมสุดยอด หารือเรื่องการค้า อิหร่านและไต้หวัน ที่เต็มไปด้วยเดิมพัน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มีกำหนดพบกันที่กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อประชุมสุดยอดร่วมกัน และนับเป็นการเยือนจีนครั้งแรก ของประธานาธิบดีอเมริกัน ในรอบเกือบสิบปี ที่เดิมมีกำหนดจัดขึ้นปลายเดือนมีนาคม แต่ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่
การพบกันครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก แม้ทรัมป์มักกล่าวถึงผู้นำจีนว่าเป็น "เพื่อนสนิท" แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่ไม่ใช่การประชุมเพื่อมิตรภาพ แต่น่าจะเป็นการบริหารความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดบานปลาย โดยมีประเด็นหลัก คือ การค้า อิหร่านและไต้หวัน
ด้านการค้า ทรัมป์ต้องการให้จีนซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น รวมถึงการซื้อเครื่องบินและอากาศยาน ในส่วนของอิหร่าน คาดว่าเขาจะกดดันจีนให้ดำเนินการเบื้องหลังมากขึ้น โดยใช้อิทธิพลต่ออิหร่าน ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่วนประเด็นไต้หวัน ก็มีแนวโน้มที่จะถูกหยิบยกขึ้นมา เช่นเดียวกับประเด็นฮ่องกง
จากมุมมองของจีน เป้าหมายของสี จิ้นผิง ได้มุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพ สถานะ และเรื่องไต้หวัน จีนยังต้องการเสถียรภาพที่มากขึ้น ในตะวันออกกลาง เนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของจีน ทั้งยังหวังที่จะเสริมสร้างสถานะของจีน ในฐานะมหาอำนาจของโลก ที่มีความรับผิดชอบ ด้วยการทำงานอย่างเงียบๆ เพื่อลดความตึงเครียด แทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลง
นักวิเคราะห์ชี้ว่า อิทธิพลของจีนที่มีต่ออิหร่าน มักถูกกล่าวเกินจริง อิหร่านไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของจีนอย่างง่ายๆ จีนสามารถส่งเสริมการเจรจาและเสนอแนะได้ แต่ไม่น่าจะดำเนินการในลักษณะ ที่ทำให้ดูเหมือนว่ากำลังทำตามความต้องการของทรัมป์
การยุติสงครามการค้าหรือภาษี อย่างสมบูรณ์นั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน มีลักษณะเป็นโครงสร้างมากขึ้น ไม่ใช่แค่ชั่วคราวและคาดว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีขั้นสูง และชิปเซมิคอนดักเตอร์ จะยังคงอยู่ต่อไป แม้อาจมีการประนีประนอมกันบ้าง หรือ ทำข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์เกิดขึ้น แต่ความตึงเครียดทางการค้า น่าจะยังคงติดแน่นบนความสัมพันธ์ในระยะยาว
ทรัมป์กำลังมองหาชัยชนะทางการทูต ที่เขาสามารถทำให้เห็นและเป็นหลักฐานว่า เขากำลังส่งเสริมเสถียรภาพในเวทีโลก ส่วนจีนที่เผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองน้อยกว่า ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคง และวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้เล่นระดับโลกที่มีความรับผิดชอบ การประชุมสุดยอดครั้งนี้ ไม่ได้จะเกิดความก้าวหน้าครั้งใหญ่
และก่อให้เกิดข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์ที่จำกัด หรือแถลงการณ์ที่เขียนอย่างระมัดระวังเพื่อลดความตึงเครียดเท่านั้น



