
พิษสงครามอิหร่าน ทำยอดขายร้านอาหารในสหรัฐฯ ทรุดตัว เพราะน้ำมันแพงขึ้น
ยอดขายร้านอาหาร ในสหรัฐฯ ทรุดตัวลง หลังสงครามอิหร่าน ดัน ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น คนรัดเข็มขัด เลือกทำอาหารกินเองที่บ้าน
สำนักข่าว Reuters รายงานข่าว ยอดขายของเชนร้านอาหารในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนเมษายน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางการทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์เผยให้เห็นว่า ยอดขายในภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งก่อน นักวิเคราะห์ชี้ว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากต้นทุนพลังงานกำลังกัดกินรายได้ที่ใช้สอยได้จริงของครัวเรือน
"เรากำลังเห็นพฤติกรรม 'การประหยัดเพื่อเติมน้ำมัน' กลับมาอีกครั้ง" เจสสิก้า โรบินสัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Capital Economics กล่าว "เมื่อราคาหน้าปั๊มพุ่งสูงเกิน 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ครอบครัวส่วนใหญ่จะเลือกตัดงบประมาณด้านการรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นอันดับแรก"
บริษัทฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ เช่น McDonald’s และ Yum Brands รายงานว่าจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน (Foot traffic) ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้ารายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากยอดขายที่ลดลงแล้ว ร้านอาหารยังต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามค่าขนส่ง เชนร้านอาหารหลายแห่งเริ่มประกาศแผนการปรับขึ้นราคาเมนูอาหารอีกครั้งในไตรมาสที่สาม ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจจะยิ่งทำให้ยอดขายตกลงไปอีกในระยะยาว
ทำเนียบขาวแถลงว่ากำลังพิจารณาใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อควบคุมราคาน้ำมัน แต่อุตสาหกรรมร้านอาหารเตือนว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากอาจต้องเผชิญกับการปิดตัวลงภายในสิ้นปีนี้



