
อิหร่าน ไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ สหรัฐฯ-อิสลาเอล ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้ง
อิหร่าน ประกาสกร้าว ไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่ เพราะ สหรัฐฯ-อิสลาเอล ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้ง กลายเป็นสงคราม
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน และหัวหน้าคณะผู้เจรจาเพื่อยุติสงคราม เขียนบน X ว่า "การหยุดยิงอย่างสมบูรณ์จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ ไม่มีการละเมิดโดยการปิดล้อมทางทะเล และการจับตัวประกันทางเศรษฐกิจของโลก การเปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่ เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้" ซึ่งโพสต์นี้ มีขึ้นในขณะที่จอห์น ฟีแลน เลขาธิการกองทัพเรือสหรัฐฯ ลาออกโดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผล ที่ถือเป็นการลาออกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงคนล่าสุด ท่ามกลางสงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน
การลาออกของฟีแลน ยังเกิดขึ้นหลังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงการปลดเสนาธิการทหารบก, การลาออกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการต่อต้านการก่อการร้าย และการที่พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ปลดนายพลอาวุโสคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวระบุว่า การปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน "มีประสิทธิภาพอย่างเหลือเชื่อ" ในการบีบคั้นเศรษฐกิจของอิหร่าน และกดดันให้เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ ซึ่งทรัมป์บอกด้วยว่า การเจรจาครั้งใหม่กับอิหร่านอาจเริ่มต้นภายใน 2 วัน แม้ว่าทางอิหร่านจะเรียกร้องให้ยุติการปิดล้อมท่าเรือ เป็นเงื่อนไขสำหรับการเริ่มต้นการเจรจาใหม่ก็ตาม
จนกระทั่งวันอังคาร (21 เมษายน) ทั้งตัวแทนฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่าน ก็ยังไม่ได้เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน เพื่อเจรจารอบที่สอง เพราะฝั่งอิหร่านใช้วิธีเงียบ ไม่ตอบสนองใดๆ ทำให้ทรัมป์ต้องเป็นฝ่ายประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านต่อไปอย่างไม่มีกำหนด โดยบอกว่า เป็นการให้เวลาผู้นำอิหร่านในการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และจะคงอยู่จนกว่า "การเจรจาจะเสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางใดทางหนึ่ง"
แต่ในความเห็นของนักวิเคราะห์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ได้ยืนยันความเชื่อมั่นของพวกเขาว่า อิหร่าน มีความพร้อมที่จะอดทนต่อความเจ็บปวดจากสงครามนั้นสูงกว่าของทรัมป์ โดยแม้จะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่พวกเขาก็เชื่อว่าสามารถทนต่อการถูกปิดล้อมท่าเรือโดยสหรัฐฯ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้นานกว่าความอดทนของทรัมป์ต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ฝ่ายอิหร่านวัดระยะเวลาเป็นเดือนสำหรับตนเอง และเป็นสัปดาห์สำหรับรัฐบาลทรัมป์และเศรษฐกิจโลก พวกเขาคิดว่าทรัมป์ทนไม่ได้ที่ช่องแคบจะปิดต่อไปอีก 3 สัปดาห์ โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อิหร่านได้ปิดกั้นการขนส่งทางเรือส่วนใหญ่ ที่เคยขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก และก๊าซธรรมชาติจำนวนมากผ่านช่องแคบ ผลกระทบนั้นแผ่ไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงการขาดแคลนปุ๋ย ก๊าซหุงต้ม และฮีเลียม ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ราคาก๊าซที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ยังสร้างปัญหาภายในประเทศให้กับทรัมป์ ในขณะที่กำลังจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมที่สำคัญอีกด้วย
แม้ว่าอิหร่านจะยอมแลกด้วยเศรษฐกิจ ทั้งที่อยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนักอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนสงคราม เพราะอยู่ภายใต้มาตรการแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ผู้ที่จะอยู่รอดต่อไปได้มีแต่ระดับผู้นำ แต่ผู้ที่บอบช้ำตัวจริงคือ ประชาชนคนธรรมดา พวกเขาโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียทุกวัน เกี่ยวกับการเลิกจ้างงานจำนวนมหาศาล และความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนเวชภัณฑ์ และปิโตรเคมีภัณฑ์ หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ นักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า ความเสียหายที่อิหร่านได้รับจากสงคราม ซึ่งธนาคารกลางอิหร่านประเมินไว้ที่ 270,000 ล้านดอลลาร์ อาจทำให้กำลังการผลิตในอิหร่านลดลง 15% และคาดด้วยว่า ชาวอิหร่านประมาณ 2 ล้านคน ตกงานในช่วงสงคราม คิดเป็นประมาณ 7-8% ของตัวเลขการจ้างงานอย่างเป็นทางการ
นักวิเคราะห์ย้ำว่า ฝ่ายการเมืองอิหร่านที่เพิกเฉยต่อความเสียหาย โดยบอกว่าเป็นสิ่งที่สามารถสร้างใหม่ได้ในภายหลังนั้น กำลังเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า หากไม่มีข้อตกลงใหม่กับสหรัฐฯ อิหร่านก็ยังคงเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรง และยากที่จะหาผู้บริจาครายใดที่เต็มใจสนับสนุนการฟื้นฟูได้ แต่ก็ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า ความเดือดร้อนของประชาชน ไม่มีผลต่อระบอบการปกครอง ต่างจากฝ่ายบริหารของทรัมป์ ที่สงครามกับอิหร่านอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมอย่างแน่นอน



