
ปรับขึ้นอย่างโหด! ซาอุฯ ขึ้นราคาน้ำมันดิบ สูงสุดในรอบหลายปี ทำราคาน้ำมันโลกพุ่ง
ซาอุฯ ประกาศปรับขึ้น ราคาน้ำมันดิบที่ขายให้ตลาดเอเชีย ทำให้ส่วนต่างที่ปรับขึ้นอยู่ที่ 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับสูงสุดในรอบหลายปี ทำราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูง
เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานข่าว ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัฐบาลซาอุดิ อาระเบีย ที่ได้ชื่อเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศปรับเพิ่มราคาขายน้ำมันดิบ "อาหรับ ไลท์" (Arab Light) ที่ขายให้ตลาดเอเชีย สำหรับส่งมอบเดือนพฤษภาคม ขึ้นอย่างเป็นทางการ (Official Selling Price) หรือ OSP เป็น 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมเพียง 2.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับพรีเมียม ที่ 19.50 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล
ตามจริงแล้วส่วนต่างของราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นนี้ เรียกว่า "วอร์ พรีเมียม" (War Premium) หรือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม ถือเป็น "ต้นทุนส่วนเพิ่ม" ที่ถูกบวกเข้าไปในราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งโดยอัตโนมัติ และถือเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ แม้ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าการคาดการณ์บางส่วนที่คาดว่าจะพุ่งแตะ 20-30 ดอลลาร์ จากความตึงเครียดอันเป็นผลพวงของสงครามในตะวันออกกลาง
โดยเหตุผลที่ซาอุดิอาระเบียอ้างถึงการปรับราคาในครั้งนี้ คือ
1.วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ : การปิดช่องแคบที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของอิหร่าน ทำให้การลำเลียงน้ำมันเกือบ 20% ของโลก ถูกรบกวน
2.ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น : เมื่อซาอุดิอาระเบีย ต้องใช้ท่าเรือพาณิชย์ยานบู (Yanbu) ในทะเลแดง แทนจุดที่เคยส่งออกปกติ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดการเพิ่มขึ้น
3.เกิดภาวะซัพพลาย ช็อก (Supply Shock) : เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้อุปทานของสินค้า เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ราคาของสินค้าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อโรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย ยังคงต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก ทำให้ความต้องการซื้อยังคงเท่าเดิม แม้ราคาจะปรับขึ้น
การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันในเอเชียรวมถึงประเทศไทย นำไปสู่การปรับราคาขายปลีกของน้ำมัน และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ที่อาจนำไปสู่เงินเฟ้อรอบใหม่ นักวิเคราะห์เตือนว่า ถ้าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย และเส้นทางขนส่งน้ำมันยังคงถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อาจพุ่งสูงขึ้นไปอีก ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
ทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานของไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และโครงสร้างราคาในประเทศอ้างอิงจากราคาตลาดเอเชียเป็นหลัก ผลพวงจะที่ตามมาคือ ต้นทุนนำเข้าจะพุ่งขึ้นทันที เพราะโรงกลั่นน้ำมันในไทยที่สั่งซื้อน้ำมันจากซาอุฯ และกลุ่มตะวันออกกลาง ต้องแบกรับต้นทุนดิบที่สูงขึ้นมหาศาล ราคาน้ำมันขายปลีกอาจขยับตาม เพราะเมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น มีแนวโน้มสูงที่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ จะปรับตัวสูงขึ้นตาม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง นำไปสู่ผลกระทบต่อค่าครองชีพ เพราะเมื่อต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะกดดันภาคขนส่งและภาคการผลิตสินค้า ที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเส้นทางขนส่งน้ำมันยังคงถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งสูงขึ้นไปอีก ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้



