
วิกฤตพลังงาน ทำน้ำมันแพง ชาวบังกลาเทศ 175 ล้านคนกระทบหนัก!
สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงาน ทำให้น้ำมันมีราคาแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อชาวบังกลาเทศ 175 ล้านคน!
บังกลาเทศ ประเทศที่มีประชากร 175 ล้านคน ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นอย่างมาก โดยบังคลาเทศกำลังมีการบังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้เชื้อเพลิงและประกาศปิดมหาวิทยาลัย ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบัน คนที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด ต้องต่อคิวนานถึง 2 ชั่วโมง ในการเข้าปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน
ซึ่งกลายเป็นชีวิตประจำวันของชาวบังกลาเทศที่ต้องต่อแถวรอเติมน้ำมันทั้งวันทั้งคืน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงของประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ทำกับอิหร่าน
แม้รถมอเตอร์ไซค์จะเป็นพาหนะที่กินน้ำมันน้อยที่สุด แต่ถ้าไม่มีน้ำมัน ก็ไม่มีความหมาย ทุกวันนี้คนที่โชคดีในบังคลาเทศคือคนที่ได้เติมน้ำมัน รถยนต์บนท้องถนนในกรุงธากาลดน้อยลงทั้งที่ในปกติแล้วจะมีรถยนต์หนาแน่นมาก
ทั้งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานประมาณ 95% ทำให้เมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ การขนส่งพลังงานหยุดชะงัก ส่งผลต่อราคาน้ำมันในบังคลาเทศที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกิดความวิตกกังวลว่าอิหร่านจะประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหรือไม่
ทั้งนี้รัฐบาลบังกลาเทศได้กำหนดมาตรการปันส่วนเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ จำกัดการขายดีเซล และประกาศงดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะขาดแคลนน้ำมัน
รายงานระบุว่า เมื่อปลายเดือนที่แล้ว บังกลาเทศมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ที่โรงกลั่นตะวันออกประมาณ 80,000 ตัน ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในประเทศได้เพียง 2 สัปดาห์กว่าๆ ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลก็เหลือน้อยเช่นกัน ทางการกำลังเร่งหาแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิงที่หลากหลายมากขึ้น โดยติดต่อประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไนจีเรีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน แองโกลา และออสเตรเลีย ซึ่งถ้าหาไม่ทัน ก็อาจจะกลายเป็นประเทศแรกที่ต้องอยู่แบบไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้
โดยบังกลาเทศได้ขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราว เช่นเดียวกับที่อินเดียได้รับการยกเว้นให้สามารถนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียได้มากถึง 600,000 ตัน เจ้าหน้าที่รัฐบาลคนหนึ่ง บอกว่า "สถานการณ์เลวร้ายมาก การซื้อขายทันที (Spot Buying) ทำให้เงินในคลังของเราเหือดแห้งไป แต่รัฐบาลก็ช่วย
อะไรไม่ได้ เรามีน้ำมันสำรองเหลือไม่ถึง 10 วัน"
ทำให้บังคลาเทศต้องหันไปพึ่งตลาดมืด เพื่อจัดหาแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ในราคาสูง เพื่อรักษาระดับการจัดหาแก๊สภายในประเทศให้เพียงพอสำหรับประชาชน บริษัทพลังงานของรัฐ (Petrobangla) สามารถจัดหา LNG ได้ 2 เที่ยวในเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ในราคาที่สูงกว่าราคาที่จ่ายไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เกือบ 2.5 เท่า
ส่วนบริษัทปิโตรเลียมแห่งบังกลาเทศ (BPC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ กำลังได้รับน้ำมันดีเซลประมาณ 60,000 เมตริกตันจากผู้ค้าสามราย และมีกำหนดจะได้รับเพิ่มอีก 90,000 เมตริกตันในช่วงปลายเดือนเมษายน 2569
ชฟิกุล อาลัม (Shafiqul Alam) นักวิเคราะห์ด้านพลังงานหลักจากสถาบันวิจัยระดับโลก Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) กล่าวว่า "บังกลาเทศอาจเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในเอเชีย เนื่องจากมีการพึ่งพาการนำเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศสูงมาก"
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลบังกลาเทศได้ดำเนินมาตรการปันส่วนน้ำมัน แม้จะมีการผ่อนปรนข้อจำกัดลงบ้างในช่วงเทศกาล อีฎิ้ลฟิตริ (Eid al-Fitr) นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ข้าราชการปิดไฟและลดการใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อประหยัดพลังงาน พร้อมยืนยันว่า ไม่มีวิกฤตการณ์ด้านเชื้อเพลิงในประเทศบังกลาเทศ



