
"ทรัมป์" ด้อนท์ แคร์ ช่องแคบฮอร์มุซ ยัน!สหรัฐฯ พึ่งพาตนเองได้จ้า
"ทรัมป์" ด้อนท์ แคร์ ความสำคัญช่องแคบฮอร์มุซ ยัน!สหรัฐฯ พึ่งพาตนเองได้จ้า ขณะที่ทั่วโลกเผชิญวิกฤตพลังงานอ่วม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงการณ์ลดบทบาทความสำคัญของ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยระบุว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเส้นทางดังกล่าวอีกต่อไป แม้ว่าพันธมิตรทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะรากาน้ำมันพุ่งสูงและอุปทานขาดแคลนอย่างหนัก
"เราไม่ต้องการมัน" ทรัมป์ยันสหรัฐฯ มั่นคงทางพลังงาน
ในระหว่างการแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ทรัมป์เน้นย้ำว่าสหรัฐฯ แทบไม่ได้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และจะไม่มีการนำเข้าในอนาคต โดยอ้างสถานะการเป็นผู้นำด้านการผลิตน้ำมันและก๊าซของโลก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสหรัฐฯ มีภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้สวนทางกับความเป็นจริงที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญ เมื่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศพุ่งสูงทะลุ 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ในบางพื้นที่ และทำสถิติเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและพันธมิตร
บทวิเคราะห์ระบุว่า ทรัมป์อาจละเลยความจริงที่ว่าสงคราม (ซึ่งบทความอ้างว่ามีจุดเริ่มต้นจากสหรัฐฯ และอิสราเอล) ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดโลก โดยเฉพาะพันธมิตรในเอเชียและยุโรปที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลจาก ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า 20% ของปริมาณการใช้น้ำมันโลก ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันส่วนใหญ่ที่ผ่านเส้นทางนี้ถูกส่งไปยัง เอเชีย ซึ่งพึ่งพาพลังงานจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียอย่างมหาศาล "ประเทศที่ต้องใช้น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซควรเป็นผู้ดูแลเส้นทางนั้นเอง สหรัฐฯ พร้อมจะช่วยเหลือ แต่พวกเขาต้องเป็นผู้นำในการปกป้องน้ำมันที่พวกเขาต้องการ" ทรัมป์กล่าว พร้อมเสนอให้ประเทศที่ขาดแคลนหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน
แม้ทรัมป์จะให้คำมั่นว่าช่องแคบจะกลับมาเปิดใช้งานและราคาน้ำมันจะลดลงทันทีหลังจบสงคราม แต่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ต่างออกมาเตือนว่า ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ยาวนาน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในเร็ววันก็ตาม



