ข่าว

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

01 เม.ย. 2569

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบประเทศเอเชีย หากเทียบกับประเทศไทย หลังไฟสงครามอิหร่าน ยืดเยื้อ!

นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างจับตาความเคลื่อนไหวของ “วิกฤตตะวันออกกลาง” ระหว่างประเทศอิหร่าน กับ สหรัฐฯ-อิสราเอล ที่สร้างผลกระทบต่อตลาดพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะ “พลังงานน้ำมัน” เมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ใช้ลำเลียงส่งน้ำมันและก๊าซจากประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียกว่า 20% ออกสู่ตลาดโลก ส่งผลต่อประเทศในแถบเอเชียที่ได้รับแรงปะทะจากสงครามในครั้งนี้เช่นกัน เพราะ 80% ของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ราว 90% ที่ขนส่งมายังเอเชีย และต้องลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อการขนส่งหยุดชะงัก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการนำเข้า และการเติบโตของเศรษฐกิจในหลายประเทศเกิดความผันผวน

 

มาดูกันว่า ผู้นำประเทศในแถบเอเชีย ผุดนโยบายอะไรมารับมือกับวิกฤตในครั้งนี้กันบ้าง

 

1.ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์มีการนำเข้าน้ำมัน 98% จากประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเปิดฉาก ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในฟิลิปปินส์ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว

.

ทำให้ประธานาธิบดี ‘เฟอร์ดินาน มาร์กอส จูเนียร์’ ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติด้านพลังงานเป็นประเทศแรกของโลก ภายใต้มาตรการการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการกระจายสินค้าจำเป็น ทั้งเชื้อเพลิง อาหาร ยารักษาโรค และสินค้าจำเป็นอื่นๆ พร้อมให้อำนาจรัฐบาลจัดซื้อพลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยตรงเพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานภายในประเทศ

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

 

2. เวียดนาม

หน่วยงานการบินพลเรือนของเวียดนามระบุว่า ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป “เวียดนามแอร์ไลน์” ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ ประกาศระงับการให้บริการเที่ยวบินในประเทศหลายเส้นทาง คิดเป็น 23 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เนื่องจากเชื้อเพลิงอากาศยานมีจำกัดจากสงครามในตะวันออกกลาง และทำให้สายการบินในประเทศเสี่ยงเจอการขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เส้นทางหลักภายในประเทศและระหว่างประเทศยังให้บริการอยู่

. ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

ล่าสุด (27 มี.ค.2569) ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม สั่งให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า เร่งประสานงานกับหุ้นส่วนต่างชาติ เพื่อเดินหน้าก่อสร้างคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่หงีเซินของจังหวัดทัญฮวาโดยเร็ว หลังจากหารือประเด็นนี้กับผู้นำหลายประเทศ พร้อมสั่งให้กระทรวงฯ กำกับดูแลอุปทานน้ำมันดิบนำเข้า เฝ้าติดตามและคาดการณ์ตลาดเชื้อเพลิง และปรับปรุงแผนรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

 

3.เกาหลีใต้

ประธานาธิบดี ‘อี แจ-มยอง’ เรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจกันผ่านวิกฤตโดยใช้แนวทางประหยัดพลังงาน 12 ข้อ ตั้งแต่ลดเวลาอาบน้ำ ไม่ชาร์จมือถือและรถยนต์ไฟฟ้าข้ามคืน ใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องดูดฝุ่นเฉพาะสุดสัปดาห์ ขี่จักรยานหากเดินทางระยะใกล้ และใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และยังให้คำมั่นว่า จะจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 16,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันที่สูง โดยเฉพาะต่อครัวเรือนรายได้น้อย โดยมีแผนจะแจกบัตรเงินสดให้กับผู้บริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงประกาศลงโทษและตอบสนองอย่างเด็ดขาดต่อพวกฉวยโอกาสจากวิกฤตฯ ไม่ว่าจะกักตุนน้ำมันหรือการแสวงหากำไรเกินควร

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

 

ด้านในหน่วยงานภาครัฐ มีมาตรการจำกัดการใช้ยานพาหนะเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ โดยรถยนต์ในสังกัดของหน่วยงานรัฐจะถูกแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามเลขตัวสุดท้ายของป้ายทะเบียน แต่ละกลุ่มจะมีวันที่ถูกห้ามใช้ระหว่างสัปดาห์ นอกจากนี้รัฐบาลยังประกาศเร่งซ่อมโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 5 แห่งจากทั้งหมด 10 แห่งที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อเปิดใช้งานใหม่ได้เร็วที่สุด และในภาคธุรกิจถูกขอให้ประหยัดพลังงาน เช่นปิดไฟออฟฟิศระหว่างพักเที่ยง โดยรัฐบาลจะขอธุรกิจ 50 แห่ง ที่ใช้น้ำมันมากที่สุด ให้ลดการใช้ลง

 

รัฐบาลเกาหลีใต้ ยังได้กำหนดเพดานราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันก๊าด เพื่อที่จะปล่อยน้ำมัน 22.46 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน ตามข้อตกลงของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)

 

 

4.ญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรี ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุด โดยการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง 80 ล้านบาร์เรลให้โรงกลั่นในประเทศ เพื่อบรรเทาความกังวลด้านอุปทานและทำให้การกระจายน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศ 45 วัน

. ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ออกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อคุมราคาน้ำมันเบนซินให้อยู่ที่ประมาณ 170 เยนต่อลิตร (ประมาณ 35 บาท) และจะใช้มาตรการที่คล้ายกันนี้ ในการควบคุมราคาน้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และน้ำมันก๊าด รวมถึงการประกาศตั้ง "ศูนย์รับมือฉุกเฉิน" เพื่อป้องกันการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้วัตถุดิบจากปิโตรเลียม เช่น ภาชนะทางการแพทย์ พลาสติกประเภทต่างๆ (Petrochemicals) ที่มีความสะอาด ทนทาน และยืดหยุ่นสูง เพื่อใช้ในงานดูแลรักษาผู้ป่วย และเครื่องฟอกไต ซึ่งมีแนวโน้มว่าซัพพลายเชนในเอเชีย "มีแนวโน้มสะดุด" เพราะเป็นแหล่งผลิตหลัก รัฐบาลฯ ได้เรียกภาคเอกชนเข้าหารือ และเร่งหาทางจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น โดยย้ำเป้าหมายหลัก คือ รักษาความปลอดภัยด้านชีวิต และระบบสาธารณสุขของประชาชน

 

 

5.ปากีสถาน

นายกรัฐมนตรี ‘นาวาซ ชารีฟ’ แห่งปากีสถาน ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดและประหยัดพลังงานหลายอย่างรับมือวิกฤต โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐ 50% จะทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ครอบคลุมการสลับให้พนักงานหน่วยงานรัฐบาลทำงานที่บ้าน ยกเว้นธนาคาร ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการจำเป็น พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนปฏิบัติในแนวทางนี้ด้วย

 

ส่วนสมาชิกคณะรัฐมนตรีทั้งระดับรัฐบาลกลางและจังหวัดงดรับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง 2 เดือน รัฐมนตรี สส. และเจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปต่างประเทศได้แค่ทริปที่จำเป็นและต้องโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัด พร้อมสั่งให้โรงเรียนหยุดการเรียนการสอน 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมจนถึงสิ้นเดือน ส่วนระดับมหาวิทยาลัยให้เรียนออนไลน์เพื่อประหยัดพลังงาน

 

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

 

6.กัมพูชา

กัมพูชาประกาศ ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2569 จะลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากรอยละ 35 เหลือร้อยละ 7 , เตาไฟฟ้า จากร้อยละ 35 เหลือ 0 และอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ จากร้อยละ 7 เหลือ 0 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโลกที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาอยู่ที่ 5,000 เรียล (ราว 41.4 บาท) ต่อลิตร ดีเซล 7,200 เรียล (ราว 59.1 บาท) ต่อลิตร และก๊าซปิโตรเลียมเหลว 3,400 เรียล (ราว 27.92 บาท) ต่อลิตร โดยนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดา ดีเซล และแอลพีจีในกัมพูชาปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 30 ร้อยละ 87 และร้อยละ 70 ตามลำดับ

. ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

 

7. มาเลเซีย

‘อันวาร์ อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เผยชุดมาตรการจัดการเชื้อเพลิง เพื่อรักษาอุปทานเชื้อเพลิง บริหารการจัดสรรเงินอุดหนุน และปราบปรามการลักลอบค้าเชื้อเพลิง ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนและราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยชุดมาตรการดังกล่าวให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่

1.การปรับปรุงโครงการเงินอุดหนุนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยรัฐบาลมาเลเซียจะแก้ไขเพดานสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบูดี95 (BUDI95) จาก 300 ลิตรเป็น 200 ลิตรต่อเดือน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป โดยราคาอุดหนุนจะยังคงอยู่ที่ 1.99 ริงกิต (ราว 16 บาท) ต่อลิตร

2.จำกัดปริมาณการซื้อเชื้อเพลิง โดยจำกัดเป็นครั้งคราว เพื่อรับรองการกระจายเชื้อเพลิงอย่างเป็นธรรม รวมถึงป้องกันการกักตุนและการลักลอบค้า ส่วนมาตรการที่ 3 เกี่ยวกับการกำกับควบคุมเพื่อป้องกันการรั่วไหลของเงินอุดหนุนและการลักลอบค้าเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวดมากขึ้น

3.การกำกับควบคุมเพื่อป้องกันการรั่วไหลของเงินอุดหนุนและการลักลอบค้าเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากการรั่วไหลของเงินอุดหนุนอาจพุ่งสูงถึงหลายร้อยล้านริงกิตต่อเดือน พร้อมเสริมว่ามาตรการเหล่านี้จำเป็นต่อการรักษาอุปทานเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการ กลุ่มเป้าหมายจะได้ประโยชน์จากเงินอุดหนุน และสกัดกั้นการใช้เงินอุดหนุนในทางที่ผิด

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

 

8.ไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพประชาชน โดยร่วมมือกับภาคเอกชนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากสงครามอีหร่าน ในการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาทิ สินค้า House Brand (เฮ้าส์แบรนด์) และ Second-tier Brand (สินค้าแบรนด์รอง) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เข้าถึงง่ายและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย

ในส่วนของสินค้าทั่วไปรัฐบาลยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่มีตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทยสามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง

 

โดยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชน  ได้แก่

1.พิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตตามความเหมาะสม 

2.ระบบขนส่ง จะมีทั้งกลุ่มรถบรรทุก และกลุ่มรถโดยสาร รวมถึงรถจักรยานยนต์รับจ้าง ได้รับเงินสนับสนุนจากการใช้งานจริงจากระบบ GPS

3.สนับสนุนให้เกษตรกร ใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

4.เยียวยาเกษตรกรกลุ่มประมง ให้ใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำมันปกติ ในอัตราที่ 5-6 บาท

5.กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกลุ่มก่อสร้าง หนุนขยายระยะเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และการชดเชยค่า K (ดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรง) ทางสำนักงบประมาณได้รับไปดำเนินการ 

6.เตรียมวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) ประมาณ 10,000 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย ทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) โดยรายละเอียด ธนาคารออมสินจะกำหนดออกมาให้ทราบต่อไป

7.เพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการรัฐจำนวน 100 บาท ให้กลุ่มคนเปราะบาง จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาท ต่อ เดือน ในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม

ส่องนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานของเหล่าผู้นำแถบเอเชีย